Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

From 'Engaged' to 'High Performance' CSR


จาก "พันธะความรับผิดชอบ" สู่ "สมรรถนะความรับผิดชอบ"

ในปี 2550 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ เราได้เห็นกระแสซีเอสอาร์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยความร้อนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่การประชุมระดับโลกครั้งแรก ณ กรุงริวเดจาเนโร ในปี 2535 ที่เรียกร้องให้มีทิศทางใหม่ของการพัฒนาโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกรวมว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" (sustainable development)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเอง แต่ประมวลจากเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ไม่เฉพาะในภาคเอกชน แต่ยังรวมถึงภาครัฐและหน่วยราชการต่างๆ ที่เข้าร่วมปลุกกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การจัดตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาถึงการตั้งคณะทำงานส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทจดทะเบียน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ประกอบด้วย ผู้แทนจาก 7 กระทรวง 5 สมาคม และ 12 ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งการเป็นแม่งานของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดสัมมนาเรื่องซีเอสอาร์ในเวทีสำคัญต่างๆ

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสนี้ยังได้รับการยืนยันจากนักวิจัยด้านซีเอสอาร์ในต่างประเทศ โดยเมื่อไม่นานนี้ ผมได้มีโอกาสพบปะกับผู้ดูแลโครงการ Responsabilite Sociale des Entreprises (RSE) ในฝรั่งเศส และอาจารย์จาก Nottingham University Business School ในอังกฤษ ได้พูดถึงว่า กระแสซีเอสอาร์ของไทยในปีที่ผ่านมายังคึกคักกว่าที่ยุโรปซึ่งเป็นแหล่งนวัตกรรมซีเอสอาร์ด้วยซ้ำไป

พัฒนาการของซีเอสอาร์ในปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจาก "กิจกรรม" รายครั้ง มาเป็น "กระบวนการ" ที่ต่อเนื่อง มีการนำเอาวิสัยทัศน์ ค่านิยม และพันธกิจขององค์กรมาพิจารณาร่วมในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมซีเอสอาร์ผสมผสานเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนซีเอสอาร์ขององค์กร สะท้อนภาพที่ธุรกิจได้สร้างพันธะแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นในองค์กร เป็นซีเอสอาร์ในลักษณะ engaged CSR

องค์ประกอบของซีเอสอาร์ในลักษณะดังกล่าวนี้ จะประกอบไปด้วยการเริ่มต้นจากในองค์กร (inside -> out) ที่มีกระบวนการต่อเนื่อง (process-based) และมีความจริงจังในการแก้ปัญหาของผู้มีส่วนได้เสียในสังคมเสมือนเป็นลูกค้าคนสำคัญขององค์กร (social as customer) ด้วยมาตรวัดการจัดสรรทรัพยากร (resource outputs) ที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจให้สำเร็จลุล่วง

องค์กรธุรกิจที่ขาดส่วนประสมใน 4 องค์ประกอบข้างต้น ก็อาจถูกมองว่าทำซีเอสอาร์ในแบบฉาบฉวย หรือทำเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์องค์กร มากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคมพึงได้รับ

สำหรับในปี 2551 พัฒนาการของซีเอสอาร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น องค์กรธุรกิจจะยกระดับจากการที่ได้แสดงให้เห็นถึงพันธะแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านทางการดำเนินกิจกรรมในลักษณะ engaged CSR แล้วระยะหนึ่ง มาสู่การสร้างสมรรถนะแห่งความรับผิดชอบ โดยใช้การขับเคลื่อนกระบวนการซีเอสอาร์ที่เป็น high performance CSR

ซีเอสอาร์ในลักษณะดังกล่าว จะเล็งผลเลิศจากตัวเนื้อกระบวนการ เริ่มกันตั้งแต่การพิจารณาประเด็นทางสังคมที่เหมาะสมกับองค์กร (selective issues) การออกแบบและพัฒนากิจกรรมเชิงกลยุทธ์ (strategic initiatives) ด้วยการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและความสัมพันธ์ของปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ไล่เรียงมาสู่การปรับแนวองค์กรเพื่อให้เกิดการผนึกพลังร่วมกับสังคม (social synergies) จนมาถึงการเผยแพร่งบผลลัพธ์ (outcome statement) ในแบบ 3 มิติที่ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ใน 4 องค์ประกอบของกระบวนการซีเอสอาร์ที่เป็น high performance CSR นี้ จะก่อให้เกิดสมรรถนะในการดำเนินงานด้านซีเอสอาร์แก่องค์กรอย่างมาก แต่ทั้งนี้ จะต้องมีฐานมาจากการสร้างพันธะความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น

และในเดือนมกราคมนี้ สถาบันไทยพัฒน์จะนำเสนอการวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางของซีเอสอาร์ประจำปี 2551 เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะความรับผิดชอบสูง หรือ high performance CSR ตอบรับกับกระแสซีเอสอาร์ที่จะยิ่งทวีความคึกคักขึ้นในปี 2551 นี้อย่างแน่นอน


[Original Link]