Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

ธุรกิจทำอะไรได้บ้าง นอกจากการบริจาค


ประเทศไทยกำลังประสบกับพิบัติภัยทางน้ำที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ขณะนี้พื้นที่กว่า 60 จังหวัดได้รับผลกระทบ และประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการประมวลของ World Economic Forum (A Vision for Managing Natural Disaster Risk, April 2011) ได้จำแนกระยะของการดำเนินการออกเป็น 4 ขั้น คือ การลดหรือการบรรเทาความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Reduction/Mitigation) การตระเตรียมความพร้อม (Readiness/ Preparedness) การตอบสนอง (Response) และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ (Recovery)

บทบาทของภาคีผู้มีส่วนได้เสียต่อการรับมือกับภัยพิบัติ

แน่นอนว่า บทบาทในการรับมือกับภัยพิบัติ มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาครัฐ แต่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในสังคม ที่รวมถึงภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ตลอดจนประชาคมนานาชาติ เพียงแต่ระดับของการมีส่วนร่วมในแต่ละระยะจะมีความแตกต่างกันออกไป

อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ กำลังเข้าระยะของการตอบสนอง (Response) ที่ซึ่งบทบาทของภาครัฐและภาคประชาสังคม (หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครในด้านต่างๆ) มีความสำคัญที่สุด และที่เราได้รับข้อมูลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การยื่นมือเข้าร่วมช่วยเหลือจากประชาคมนานาชาติ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางการรับมือกับภัยพิบัติที่เป็นสากลนั่นเอง

สำหรับภาคธุรกิจ ความช่วยเหลือในระยะนี้ จะอยู่ในรูปของการบริจาคเงิน สิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะที่เป็นปัจจัยสี่ จะมีความสำคัญ ทั้งนี้ บทบาทของภาคธุรกิจจะทวีความสำคัญมากขึ้นในช่วงของการฟื้นฟู (Recovery) ที่ซึ่งความช่วยเหลือจะแปรสภาพจากการบริจาคไปเป็นความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น เช่น การซ่อมแปลงหรือสร้างใหม่ (Rebuild) ในบริเวณที่ได้รับความเสียหาย การถอนย้ายหรือการหลบหลีก (Retreat) มายังพื้นที่ใหม่

โปรดระลึกว่า “ธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว” (Business cannot succeed in a society that fails)


[Original Link]