Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

เปิดพิมพ์เขียว CSR ฉบับประเทศไทย


ประสบความสำเร็จและก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น สำหรับความมุ่งมั่นของ สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ริเริ่มโครงการ CSR Campus หรือการเดินทาง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ เรื่อง Corporate Social Responsibility (การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ)หรือ บรรษัทภิบาล นับตั้งแต่ เมษายน พ.ศ. 2551 นาน 5 เดือน ซึ่งมีผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักวิชาการ พนักงานองค์กรและเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 4,000 คน

จากการได้ทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม และระดมสมองในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งค้นหาโมเดลซีเอสอาร์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมแต่ละท้องถิ่นแล้ว ยังได้นำมาจัดทำเป็นหนังสือ " CSR 4 ภาค" เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางกิจกรรมซีเอสอาร์ในแต่ละพื้นที่ให้เข้าใจสภาพแวดล้อม รวมไปถึงการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ของภาคธุรกิจด้วย

"สิ่งที่น่าจะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อจากนี้ คือการขยายผลที่องค์กรในท้องถิ่นเองจะขับเคลื่อนกิจกรรมซีเอสอาร์ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ที่มาร่วมกิจกรรม ซีเอสอาร์ แคมปัส ได้รวมตัวกันสร้างเป็นเครือข่าย ซีเอสอาร์โคราช เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเราค่อนข้างพอใจที่ได้เข้าไปช่วยจุดประกายให้เกิดการเริ่มต้นขึ้น"

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวและเสริมถึงตัวหนังสือ CSR 4 ภาคว่า ในปี พ.ศ. 2552 มีแผนที่จะขยายผลต่อโดยจะใช้กิจกรรมแต่ละจังหวัดขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมไปถึงด้านเนื้อหาที่จะมีการเข้าไปให้องค์ความรู้เพิ่มเติมและยกระดับสู่การทำซีเอสอาร์ที่เป็นระบบมากขึ้น

"มีแนวโน้มที่น่าจะมีการขับเคลื่อนเป็น CSR Campus ปี 2 ซึ่งถ้าสรุปผลแน่นอน รูปแบบจะลงลึกในเรื่องของ How to และนำผลของการทำกิจกรรมระดมสมองไปทำให้เกิดเป็น CSR in Action เพื่อให้กิจกรรมเกิดกับสังคม และชุมชนอย่างแท้จริง"

สำหรับ CSR Campus ปีที่สอง ดร.พิพัฒน์ คาดว่าถ้าสรุปผลได้จะเริ่มลงพื้นที่ประมาณ พฤษภาคมนี้ โดยจะหาองค์กรอื่นเข้ามาร่วมด้วย" เราพยายามเอาโครงการนี้เป็นตัวอย่างเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การทำซีเอสอาร์อย่าไปคิดเรื่องแข่งขัน เพราะประเด็นสังคมยิ่งร่วมกันแก้ยิ่งได้ประโยชน์

พร้อมกันนี้ ดร.พิพัฒน์ ยังขยายความอีกว่าเป้าหมายของการทำ CSR Campus อีกส่วนหนึ่งต้องการขับเคลื่อนให้สอดรับกับแผนงานระดับประเทศที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องการให้ทำข้อเสนอเพื่อให้ภาครัฐเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนในเชิงนโยบาย ที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนซีเอสอาร์ในแต่ละท้องถิ่นให้เป็นรูปธรรม โดยการจัดทำออกมาเป็น "นโยบายซีเอสอาร์แห่งชาติ" เพื่อนำเสนอให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ซึ่งในเนื้อหาโดยสรุปจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ หนึ่งส่งเสริมให้มีการวางกฎระเบียบและ ออกข้อบังคับต่างๆ ด้านซีเอสอาร์ สองส่งเสริมการขับเคลื่อนซีเอสอาร์ในลักษณะความร่วมมือภาครัฐและเอกชน( Public and Private Partnership:PPP) สาม การกำหนดบทบาทในการอำนวยความสะดวก(facilitator) เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ และ สี่ การให้การรับรอง( endorsement) เช่น สนับสนุนการให้สิทธิลดหย่อนทางภาษี หรือการให้แรงจูงใจต่างๆ

ขณะที่ข้อมูลองค์ความรู้อีกส่วนหนึ่งที่รวบรวมจาก CSR Campus ครั้งนี้ได้นำมาประมวลและนำไปเผยแพร่เป็นกรณีศึกษา และจัดทำเป็นกิจกรรมต้นแบบให้สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนำไปสอนในชั้นเรียน โดยเฉพาะวิชาซีเอสอาร์ ที่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้บรรจุไว้ในหลักสูตรปริญญาโท หรือ เอ็มบีเอหลายแห่งแล้ว อาทิ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยหัวเฉียว และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่นำเรื่องซีเอสอาร์เข้าไปบรรจุไว้ในการสอน วิชาจริยธรรมทางธุรกิจ(Business Ethics)

พร้อมกันนี้ ดร.พิพัฒน์ ยังพบสิ่งที่ทุกจังหวัดมีความคิดเห็นเหมือนกัน คือ ต้องการให้นำ วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และจริยธรรมต่างๆ เข้ามาเพิ่มเติมในหลักสูตรการสอน สอดคล้องกับไม่นานก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกมากล่าวว่าจะพิจารณาวิชาสังคมศึกษา เข้าไปไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนใหม่ และในอดีตพบว่าเคยมีความพยายามผลักดันวิชาหน้าที่พลเมืองเข้าไปสู่โรงเรียนครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่สำเร็จด้วยปัจจัยทางการเมือง

"การที่จะไปผลักดันให้รัฐดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะและความพร้อมด้วย อะไรที่ทำได้เราเองก็จะขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นแล้วว่าทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่ง"

การทำโครงการครั้งนี้ สถาบันไทยพัฒน์ ยังได้ทำการการสำรวจแนวโน้มการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งจากผลการตอบแบบสอบถามของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เผยให้เห็นว่า แม้ในสภาพการณ์ที่หลายองค์กรได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ทิศทางการใช้งบประมาณในการใช้ดำเนินกิจกรรม ขององค์กรในส่วนกลางปีนี้ 46% ระบุว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง 32% จะใช้เพิ่มขึ้นมี 21% ที่จะใช้งบลดลง ขณะที่นโยบายซีเอสอาร์นั้นส่วนใหญ่จะเน้นด้านสังคม 37% ด้านสิ่งแวดล้อม 36% ด้านการศึกษา 19% ด้านเศรษฐกิจ 5% และอื่นๆ 3%


สำหรับผลการสำรวจความตื่นตัวในการทำซีเอสอาร์ของภาคธุรกิจในแต่ละภูมิภาค พบว่า 45% ยังมีความตื่นตัวน้อย 42% ตื่นตัวระดับปานกลาง และ 12% ตื่นตัวมาก ส่วนผลการสำรวจนโยบายซีเอสอาร์ประเทศไทยใน 3 ปีข้างหน้า ว่าควรเน้นให้ความสำคัญด้านใดมากที่สุดนั้น พบว่า 35% มุ่งไปที่การศึกษา 29% ด้านสิ่งแวดล้อม 23% ด้านสังคม และอีก 13% ด้านเศรษฐกิจ

การดำเนินงานครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า เป็นการทำงานที่นอกจากได้แนวทางการพัฒนากิจกรรมซีเอสอาร์ของแต่ละองค์กรแล้ว ยังได้เรียนรู้ความต้องการและประเด็นซีเอสอาร์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งการขับเคลื่อน "ซีเอสอาร์ ประเทศไทย" ลักษณะนี้ ย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาซีเอสอาร์ที่เหมาะสมและสอดรับกับวิถีท้องถิ่นและสังคม เป็นซีเอสอาร์ระดับประเทศที่เกิดขึ้นครั้งแรกและจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง


[Original Link]