Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

โลกาภิวัตน์ความดีสู่เศรษฐกิจคุณธรรม


วันนี้ขอเปลี่ยนบทบาทเป็นนักข่าวภาคสนาม รายงานจากแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมอภิปรายในการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเรื่อง “Globalization for the Common Good” ภายใต้หัวข้อ “In Search of the Virtuous Economy: A plea for Dialogue, Wisdom, and the Common Good” ซึ่งจัดขึ้นที่ California Lutheran University, Center for Leadership & Values ในระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2553

งานนี้เป็นการรวมตัวกันของบรรดานักวิชาการจากนานาประเทศร่วม 60-70 คน เพื่อมาแลกเปลี่ยนทัศนะและค้นหาวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานคุณธรรม เพื่อเป็นหนทางในการพลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจในวิถีปัจจุบันที่กำลังนำพาโลกเข้าสู่ทางตัน ก่อปัญหานานัปการทั้งด้านการทำมาหาเลี้ยงชีพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

หลักการสำคัญที่ใช้ในการตอบโจทย์การประชุมครั้งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องหลักธรรมคำสอนที่มีรากเหง้ามาจากศาสนาต่างๆ โดยมีผู้นำทางจิตวิญญาณของหลายศาสนาเข้าร่วมเสนอทางออกด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าเจตนารมณ์ของศาสนธรรมที่จรรโลงให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัตินั้น ตั้งอยู่บนฐานความดีเดียวกัน (Common Good) และจะอภิวัฒน์อย่างไรเพื่อให้แผ่ขยายไปในวงกว้าง

ในเวทีย่อยวันแรก นอกเหนือจากการระบุถึงที่มาของปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีทีท่าว่าจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ อันมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีขีดสุดและยึดประโยชน์ตนเป็นหลัก ในที่ประชุมยังได้มีข้อเสนอถึงการปรับรูปแบบและวิธีการเผยแผ่เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เฉพาะข้อเสนอนี้ ก็ทำให้สามารถแตกออกเป็นประเด็นในการพัฒนามากมาย อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เราได้ฉุกคิดว่า การปลูกฝังคุณธรรมความดีงาม ที่ดูจะพัฒนาไม่ทันกับยุคสมัยของสังคมทั่วทั้งโลก ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ดีการปรับรูปแบบหรือวิธีการในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดทอนหรือดัดแปลงหลักคุณธรรมให้เข้ากับยุคสมัย เพราะต้องเข้าใจว่าคุณธรรมความดีงามในจิตใจคนนั้น ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ก็มีเกณฑ์เดียวกัน เป็นแต่เพียงวิธีการถ่ายทอดหรือปลูกฝังที่จำต้องมีการทบทวน ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทำงานด้านนี้ จะต้องไม่แสวงหาความแพร่หลายหรือความนิยมด้วยการลดหย่อนหรือบิดเบือนข้อคุณธรรมเพียงเพื่อให้คำสอนของตนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ข้อเสนออื่นๆ ที่ได้พูดคุยกัน มีทั้งที่เป็นข้อเสนอสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม นอกเหนือจากภาคการศึกษา ในส่วนที่เป็นระดับธุรกิจ จะมาจากเวทีอภิปรายในหัวข้อ “Role of Business Education in Creating Prosperity based on Moral Responsibility” และหัวข้อ “Mass Media, Finance Crises and Social Responsibility: The Quest for Ethical and Balanced Reporting”

ในส่วนของภาคสังคม มีเวทีที่ถกในประเด็นสำคัญๆ อย่างเช่น “Civic Engagement for the Elder and Opportunities for Community Service” และ “Engaging Youth Spirituality for Positive Change” รวมทั้ง “The Democratization of Philanthropy: Positive Alternatives to Traditional Ways”

สำหรับเวทีที่ผมได้เข้าร่วมอภิปรายเป็นหัวข้อ “Ethical Investments for a Sufficiency Economy” ซึ่งมีผู้แทนจากทั้งศาสนาพุทธ (จากไทย) คริสต์ (จากอเมริกา) อิสลาม (จากอียิปต์) เข้าร่วมถกในประเด็นการลงทุนที่มีจริยธรรมต่อเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอความเคลื่อนไหวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้อภิปรายกันในที่นี้ เป็นคำทั่วไป มิได้จำกัดอยู่เพียงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย เราจึงได้เห็นทัศนะในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศอื่นๆ และจากมุมมองของศาสนาอื่นไปด้วยพร้อมกัน

ในเวทีนี้ นอกจากตัวผมเองซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวง CSR จะได้มาอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว วิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งมาจากนิวยอร์ก ก็เป็นผู้ที่ทำงานด้าน CSR เช่นกัน เธอเป็นผู้อำนวยการ Interfaith Center on Corporate Responsibility ก็เป็นบทพิสูจน์บทหนึ่งว่า เรื่องของ CSR กับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้อยู่ไกลกันเลย ฉะนั้น องค์กรธุรกิจที่ทำเรื่อง CSR แน่นอนว่าจะต้องมีวิถีการดำเนินงานที่อยู่ในแนวของเศรษฐกิจพอเพียงไม่มากก็น้อย

ณ วันที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ การประชุมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเป็นวันแรก ทางผู้จัดงาน ซึ่งมี Globethics.net เป็นหนึ่งในแม่งานหลัก จะได้มีการประมวลเนื้อหาและบทสรุปจากการประชุมเผยแพร่สู่สาธารณะในโอกาสต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ของผู้จัดงานได้ตามสะดวกครับ


[Original Link]