Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

CSV กับ Social Enterprise


นับจากที่ ศ.ไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง ‘The Big Idea: Creating Shared Value’ ในฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เมื่อปี 2554 จนนำมาสู่การก่อตั้งเป็น Shared Value Initiative (SVI) ในปี 2555 เพื่อนำแนวคิด CSV ที่ทั้งสองได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น ไปใช้ในภาคธุรกิจและทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จนส่งผลให้มีการนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาเป็นกลยุทธธุรกิจกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก

ทิศทางการขับเคลื่อนเรื่อง CSR จากนี้ไป คงหนีไม่พ้นเรื่อง CSV (Creating Shared Value) ซึ่งถือเป็นภาคต่อขยายของ CSR และอยู่ในบริบทของ CSR-in-process ที่องค์กรสามารถใช้ยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมจากการดูแลผลกระทบในเชิงลบ มาสู่การส่งมอบคุณค่าในเชิงบวก ในอดีต เราเรียก CSR ในลักษณะนี้ว่า Strategic CSR แต่ปัจจุบัน นิยมใช้คำว่า CSV แทน

ที่ผ่านมาธุรกิจส่วนใหญ่มองประเด็นทางสังคม (Social Issues) ที่องค์กรต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ของความเสี่ยงทางธุรกิจ จึงมักใช้ CSR เป็นเครื่องมือป้องกันหรือจัดการความเสี่ยง แต่ในปัจจุบัน หลายธุรกิจเริ่มมีมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อประเด็นทางสังคมเหล่านั้น ว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจ CSV จึงกลายมาเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาสังคม และในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปพร้อมกัน

ก่อนหน้านี้ มีธุรกิจที่นำเรื่อง CSV มาสื่อสารกับสังคมในเชิงภาพลักษณ์ และการหวังผลทางประชาสัมพันธ์ มากกว่าที่จะเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคมอย่างแท้จริง บางธุรกิจนำเอาโครงการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคมที่ดำเนินการอยู่ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก มาปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น CSV ทั้งที่กิจกรรมในเชิง Philanthropy ดังกล่าว ไม่ได้จัดว่าเป็น CSV ตามแนวทางของไมเคิล อี พอร์เตอร์

ความสับสนอีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นจากการนำคำว่า CSV ไปใช้ในบริบทของการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise และอธิบายในทำนองว่า Shared Value จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อองค์กรธุรกิจมีการแปลงสภาพเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม

ในความเป็นจริง การสร้างคุณค่าร่วม มิได้ขึ้นอยู่กับสภาพของกิจการที่ต้องเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งมิได้เสนอให้กิจการต้องทำสิ่งที่ต่างไปจากการทำธุรกิจปกติ แต่เสนอให้กิจการทำธุรกิจเช่นปกตินั้น ด้วยการนำความเชี่ยวชาญขององค์กรมาใช้สร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ ให้เกิดแก่กิจการและสังคมไปพร้อมกัน

หากเปรียบเทียบความแตกต่าง จะพบว่า Social Enterprise (SE) เป็นวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยมีพันธกิจในการดำเนินงานเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง ด้วยการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดหรือรูปแบบทางธุรกิจในการตอบสนองวัตถุประสงค์ทางสังคม ส่วน CSV เป็นการดำเนินงานของวิสาหกิจทั้งที่ดำเนินอยู่แล้วในรูปของธุรกิจปกติ (หรือที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในรูปอื่น) เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เป็นคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมควบคู่กัน

CSV จึงเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับกิจการและสังคม ภายใต้วิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ หรือหากวิสาหกิจที่ดำเนินงานนั้นเป็น SE อยู่แล้ว ก็สามารถนำแนวคิด CSV ไปพัฒนาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดหรือรูปแบบทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์เป็นคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมได้เช่นกัน

ลักษณะที่สำคัญอีกประการของ CSV คือ การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ (Outcome) จากการดำเนินงาน มากกว่าความมุ่งประสงค์ (Purpose) ของกิจการ ไม่ว่าจะก่อตั้งด้วยวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจหรือในทางสังคมก็ตาม กิจการจะต้องสามารถส่งมอบคุณค่าให้กับทั้งตัวองค์กรและสังคมไปพร้อมกัน โดยนำความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาใช้เป็นฐานในการสร้างคุณค่าร่วม

แนวคิด CSV ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างแท้จริง เพราะแนวคิด CSV จะช่วยชี้ให้องค์กรได้คำนึงถึงต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย และค่าเสียโอกาสในการส่งมอบผลประโยชน์ทางสังคมอย่างรอบด้าน

เมื่อใดก็ตามที่การดำเนินงานมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าประโยชน์ที่ส่งมอบ คุณค่าสุทธิที่สังคมได้รับจะติดลบ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณประโยชน์นั้นๆ และยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย ก็จะพลอยเสียโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่า

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ค่าเสียโอกาสดังกล่าว กลายเป็นภาระต้นทุน (สะสม) ที่องค์กรไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ ทิ้งไว้ในรูปของผลกระทบภายนอก (Externalities) ให้กับชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ปรากฏอยู่ในรายการผลการดำเนินงานใดๆ ทำให้ยังคงอ้างผลงานหรือเคลมเครดิตที่หน่วยงานได้เข้าให้ความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างเต็มภาคภูมิ

ดูราวกับว่า เริ่มต้นเหมือนดัง ‘ดอกไม้’ แต่ลงท้ายกลับได้ ‘ก้อนอิฐ’ โดยไม่รู้ตัว


[Original Link]