Thai CSR Network

(www.thaicsr.com)

รัฐบาล กับ SDGs


เมื่อเร็ว ๆ นี้ หน่วยงานริเริ่มธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (Thailand Social Business Initiative : TSBI) ประกอบด้วย Yunus Center AIT สถาบันไทยพัฒน์ และบริษัท อิมเมจ พลัส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ร่วมกันจัดการอภิปราย (Panel Session) ในหัวข้อ “Strategic CSR through SDGs : The Opportunities & Competitiveness to 2020

“Strategic CSR” หรือ “ความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์” ตามหลักการนั้น มิได้เกิดจากการลอกแบบ best practices ที่องค์กรอื่นดำเนินการ และพยายามทำให้เทียบเท่าหรือดีกว่า แต่เป็นการค้นหาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หรือทุนที่สั่งสมในองค์กรของตน นำมาสร้างให้เกิดความแตกต่างในการดำเนินการ ในทางที่เสริมสร้างขีดการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

การทำ “Strategic CSR” จะดำเนินการผ่านความริเริ่ม หรือโครงการที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่มาก แต่คุณค่าร่วม (shared value) ระหว่างธุรกิจกับสังคมที่เกิดขึ้น จะมีนัยสำคัญ และเห็นผลเด่นชัด

ตัวอย่างที่ได้นำมาอภิปรายกัน คือ เรื่องการต่อต้านทุจริต ที่องค์กรสามารถยกระดับจากการปฏิบัติตามข้อกำหนด (compliance) ซึ่งเป็นการทำงาน (ตามเช็กลิสต์) ในเชิงรับ และจำกัดเฉพาะองค์กรของตน มาเป็น Strategic CSR ที่อาศัยบทบาทขององค์กร ผลักดันให้เกิดการต่อต้านทุจริตในห่วงโซ่ธุรกิจ ไปยังคู่ค้าและลูกค้า โดยเฉพาะการมุ่งไปยังส่วนงานที่มีผลกระทบสูง อาทิ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายขาย จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดจากการประหยัดงบประมาณ และค่าใช้จ่ายที่รั่วไหลไปกับการทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม

“Strategic CSR” สามารถเชื่อมโยงเข้ากับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ด้วยการนำห่วงโซ่ธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นสายคุณค่า (value chain) มาใช้เป็นเครื่องมือในการระบุจุดที่องค์กรสามารถลดผลกระทบเชิงลบ (minimizing negative impact) และเพิ่มผลกระทบเชิงบวก (increasing positive impact) ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)


อาทิ ธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม ที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงาน และวัตถุดิบจากภาคเกษตร สามารถตอบสนองต่อ SDGs เป้าที่ 3 เรื่องสุขภาวะ ที่เป็นการจัดสถานประกอบการและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย SDGs เป้าที่ 6 เรื่องน้ำ และการสุขาภิบาล ที่เป็นการลดน้ำเสียจากการประกอบการ และ SDGs เป้าที่ 15 เรื่องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นการลดความเสื่อมโทรมของดิน (เป็นเรื่องของการลดผลกระทบเชิงลบ)

ขณะที่ธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม ยังสามารถตอบสนองต่อ SDGs เป้าที่ 8 เรื่องเศรษฐกิจ และการจ้างงาน ที่เป็นการดูแลเรื่องค่าครองชีพของพนักงานในทุกระดับ และ SDGs เป้าที่ 12 เรื่องแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ที่เป็นการเพิ่มช่องทางแก่ผู้บริโภคในการนำเครื่องนุ่งห่มใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เป็นต้น (เป็นเรื่องของการเพิ่มผลกระทบเชิงบวก)

ดังจะเห็นว่าบทบาทของธุรกิจ หรือภาคเอกชน สามารถใช้ Strategic CSR ในการตอบสนองต่อ SDGs ได้ โดยการวิเคราะห์สายคุณค่าที่องค์กรดำเนินงานอยู่ว่ามีส่วนใดที่ส่งผลกระทบ (ทั้งทางบวกและทางลบ) ต่อ SDGs และดำเนินการตอบสนองต่อ SDGs ที่เกี่ยวข้องนั้น ๆ

หากใช้ตรรกะข้างต้นในการพิจารณาบทบาทของภาครัฐ ที่เป็นหน่วยงานราชการ กระทรวง ทบวง กรม ต่างมีภารกิจของหน่วยงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการบรรลุ SDGs อยู่แล้วไม่มากก็น้อย (โดยอาจไม่จำเป็นต้องริเริ่มโครงการใหม่เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการอยู่) แต่จำเป็นต้องมีการประเมินและปรับกระบวนการให้เกิดความสอดคล้องกับ SDGs ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน

ข้อแนะนำสำหรับหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อน SDGs ได้แก่

การเลิกสร้างโครงการใหม่ (new projects) ด้วยงบประมาณก้อนใหม่ เป็นการเริ่มปรับกระบวนงานปัจจุบัน (existing processes) ให้สอดรับกับการตอบสนอง SDGs
การลดความริเริ่มที่เป็นการทำงานแบบบนลงล่าง (top-down) เป็นการเพิ่มความริเริ่มที่เป็นการทำงานแบบล่างขึ้นบน (bottom-up)
การขจัดบรรยากาศการทำงานในแบบที่มีพิธีรีตองมากเกินไป (bureaucratic) เป็นการเพิ่มบรรยากาศการทำงานในแบบสานความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกฝ่าย (collaborative)
การเน้นส่งเสริมการพัฒนาแบบกลุ่มความร่วมมือ (cluster) แทนการพัฒนาในแบบทีละส่วน ทีละอย่าง (piecemeal)

ส่วนรัฐบาล ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินในระดับสูงสุด จำต้องตระหนักถึงบทบาทที่เอื้อให้เกิดความสำเร็จต่อการบรรลุ SDGs ทั้งในแง่ของการกำหนดนโยบาย กลไก และกระบวนการขับเคลื่อน จากการทำงานในรูปแบบเดิม (old model) ที่รัฐบาลเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนโยบายจากบนลงล่าง เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นผู้ให้ทุนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จะต้องปรับเปลี่ยนมาสู่รูปแบบใหม่ (new model) โดยตระหนักว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นกระบวนการทำงานร่วมกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งรัฐบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ ภาคธุรกิจทั้งบริษัทสัญชาติไทยและต่างสัญชาติ สมาคมการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนภาคพลเมือง


ที่สำคัญ การมีนโยบายที่ดีโดยลำพัง ไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อน แต่ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จเกิดจากความแน่วแน่ในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ (translating policy into action) ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้าใจ และจริงจังกับเรื่อง SDGs มากน้อยเพียงใด

เพราะหากรัฐบาลไม่ดำเนินงานกับประเด็นต่าง ๆ ในเวลานี้ ในปี ค.ศ. 2020 รัฐบาลจะกลายเป็นประเด็นเสียเอง (If government is not on the issues now, in 2020, government will be an issue)


[Original Link]