Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

6 ชนิดกิจกรรมเพื่อสังคม


สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษฝรั่ง ชาวไทยเชื้อสายฝรั่ง หรือผู้ที่มีความผูกพันอยู่กับคุณค่าหรือวัฒนธรรมตะวันตก ก็จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับครอบครัวในวันคริสต์มาส เป็นวันที่ได้มีโอกาสประกอบคุณงามความดีให้แก่ตนเองและแก่ครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นบุพการี รวมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย กระทั่งคนที่เราอยากจะช่วยเหลือแบ่งปันความสุขในระหว่างเทศกาลนี้ร่วมกัน

เรื่องราวของการทำความดีตามประสาซีเอสอาร์ในสัปดาห์นี้ จึงขอคลุกเคล้าด้วยเนื้อหากลิ่นอายฝรั่ง ว่าด้วยชนิดของกิจกรรมเพื่อสังคมที่องค์กรธุรกิจสามารถศึกษาและนำไปใช้ในองค์กรได้ โดยที่ ศ. ฟิลิป คอตเลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และแนนซี่ ลี อาจารย์สมทบแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมหาวิทยาลัยซีแอตเติล ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดที่หันมาศึกษาเรื่องซีเอสอาร์อย่างจริงจัง จนตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Corporate Social Responsibility ได้จำแนกรูปแบบของซีเอสอาร์ไว้เป็น 6 ชนิดกิจกรรม ได้แก่

1. การส่งเสริมการรับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคม (Cause Promotion) เป็นการจัดหาเงินทุน วัสดุสิ่งของ หรือทรัพยากรอื่นขององค์กร เพื่อขยายการรับรู้และความห่วงใยต่อประเด็นปัญหาทางสังคมนั้น ตลอดจนสนับสนุนการระดมทุน การมีส่วนร่วม หรือการเฟ้นหาอาสาสมัครเพื่อการดังกล่าว องค์กรธุรกิจอาจริเริ่มและบริหารงานส่งเสริมนั้นด้วยตนเอง หรือร่วมมือกับองค์กรหนึ่งองค์กรใด หรือกับหลายๆ องค์กรก็ได้

2. การตลาดที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางสังคม (Cause-Related Marketing) เป็นการอุดหนุนหรือการบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือหรือร่วมแก้ไขประเด็นปัญหาทางสังคมจำเพาะหนึ่งๆ ซึ่งมักมีช่วงเวลาที่จำกัดแน่นอน หรือดำเนินการแบบจำเพาะผลิตภัณฑ์ หรือให้แก่การกุศลที่ระบุไว้เท่านั้น กิจกรรมซีเอสอาร์ชนิดนี้ องค์กรธุรกิจมักร่วมมือกับองค์กรที่ไม่มีวัตถุประสงค์หากำไรเพื่อสร้างสัมพันธภาพในประโยชน์ร่วมกัน ด้วยวิธีการเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศลนั้นๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการกุศลผ่านทางการซื้อผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติม

3. การตลาดเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสังคม (Corporate Social Marketing) เป็นการสนับสนุนการพัฒนาหรือการทำให้เกิดผลจากการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านสาธารณสุข ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านสุขภาวะ ความแตกต่างสำคัญระหว่างการตลาดเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสังคมกับการส่งเสริมการรับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคม คือ การตลาดเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสังคมจะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior Change) เป็นหลัก ในขณะที่การส่งเสริมการรับรู้ประเด็นปัญหาทางสังคมจะเน้นที่การสร้างความตระหนัก (Awareness) รวมถึงการสนับสนุนทรัพยากรด้านทุนและอาสาสมัครเพื่อให้รับรู้ถึงประเด็นปัญหาดังกล่าว

4. การบริจาคเพื่อการกุศล (Corporate Philanthropy) เป็นการช่วยเหลือไปที่ประเด็นปัญหาทางสังคมโดยตรง ในรูปของการบริจาคเงินหรือวัตถุสิ่งของ เป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ที่พบเห็นในแทบทุกองค์กรธุรกิจ และที่ผ่านมา มักจะเป็นไปตามกระแสความต้องการจากภายนอก หรือมีผู้เสนอให้ทำมากกว่าจะเกิดจากการวางแผน หรือออกแบบกิจกรรมจากภายในองค์กรเอง ทำให้ไม่เกิดการเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายหรือพันธกิจขององค์กรเท่าใดนัก

5. การอาสาช่วยเหลือชุมชน (Community Volunteering) เป็นการสนับสนุนหรือจูงใจให้พนักงาน คู่ค้าร่วมสละเวลาและแรงงานในการทำงานให้แก่ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และเพื่อตอบสนองต่อประเด็นปัญหาทางสังคมที่องค์กรให้ความสนใจหรือห่วงใย องค์กรธุรกิจอาจเป็นผู้ดำเนินการเองโดยลำพัง หรือร่วมมือกับองค์กรหนึ่งองค์กรใด และอาจเป็นผู้กำหนดกิจกรรมอาสาดังกล่าวนั้นเอง หรือให้พนักงานเป็นผู้คัดเลือกกิจกรรมแล้วนำเสนอต่อองค์กรเพื่อพิจารณาให้การสนับสนุน โดยที่พนักงานสามารถได้รับการชดเชยในรูปของวันหยุดหรือวันลาเพิ่มเติม

6. การประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Business Practices) เป็นการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจอย่างพินิจพิเคราะห์ทั้งในเชิงป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม หรือในเชิงร่วมกันแก้ไขด้วยการช่วยเหลือเยียวยาปัญหาทางสังคมนั้นๆ ด้วยกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อการยกระดับสุขภาวะของชุมชนและการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยที่องค์กรธุรกิจสามารถที่จะดำเนินการเอง หรือเลือกที่จะร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกก็ได้

การจำแนกกิจกรรมซีเอสอาร์ข้างต้น หากพิจารณาตามความหมายกิจกรรมของซีเอสอาร์จะพบว่ากิจกรรม 3 ชนิดแรก เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการพูด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการสื่อสารการตลาดที่เข้าข่ายการดำเนินกิจกรรมโดยใช้ทรัพยากรนอกองค์กรเป็นหลัก (Social-driven CSR) ส่วนกิจกรรม 3 ชนิดหลัง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการกระทำ หรือเป็นการดำเนินกิจกรรมขององค์กร โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเป็นหลัก (Corporate-driven CSR)


ในวารดิถีวันตรุษฝรั่งนี้ ขอให้ผู้อ่านคอลัมน์ 20CEOs 20IDEAs ทุกท่าน จงมีแต่สันติสุขและความสงบทางใจ สมกับคำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ พร้อมกับแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้ที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในองค์กร เพียงเท่านี้ ก็เรียกได้ว่ามีซีเอสอาร์ในหัวใจกันแล้วครับ...
Merry CSR 2008


[Original Link]



พม. พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด CSR


พม. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ตามแนวคิด CSR

นายชาญยุทธ์ โฆศิรินนท์ รองปลัดกระทรวง รักษาการแทนปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในการแถลงข่าวการจัดงานสัมมนา ประจำปี 2550 เรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคมสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” เมื่อบ่ายวันนี้ (22 พ.ย.2550) ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนปาร์ค กรุงเทพฯ ว่า ในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐได้มีความตื่นตัวรณรงค์ให้องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ เห็นความสำคัญและส่งเสริมการแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ CSR เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม โดยดำเนินการใน 5 เรื่อง คือ (1) การพัฒนาองค์กรและกลไกต่างๆ ให้ดีขึ้น (2) มีการสร้างเครือข่ายระหว่างธุรกิจและองค์กรต่างๆ ตามความสมัครใจ (3) สร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนา และจัดการความรู้ เพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ (4) ในระดับรัฐจะต้องนำนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ไปขยายผล และ (5) พัฒนาเรื่องการบริหารจัดการ โดยอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม คุณภาพ และมีประสิทธิภาพ

นายชาญยุทธ กล่าวต่อว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้ความสำคัญและมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม ได้ริเริ่มส่งเสริมการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม ตามแนวทางของ CSR ด้วยการสนับสนุนให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านบรรษัทบริบาลภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงฯ อย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ และพร้อมให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป สำหรับการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการประจำปี 2550 เรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคมสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นั้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการเกิดความเข้าใจถึงแนวคิดของเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจขององค์กรให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล อันจะส่งผลให้คนในสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน



[Original Link]



CEO ในแบบ NGO


เรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) หรือที่ทางสถาบันไทยพัฒน์เรียกว่า "บรรษัทบริบาล" นั้น มีความสำคัญกับองค์กรไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่อง Corporate Governance (CG) หรือบรรษัทภิบาล โดยปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านทางกิจกรรมต่างๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบการหรือผู้นำองค์กร ยึดถือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินกิจการ อีกทั้งไม่จำกัดอยู่เพียงบรรษัทขนาดใหญ่ รูปธรรมของบรรษัทบริบาลนั้น ปรากฏได้ทั้งในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร ใช้แนวทางการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ก็มิได้จำกัดว่ากิจการที่กล่าวถึงจะต้องเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่อยู่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐเองก็ได้เคยตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งทำให้ส่วนราชการต่างๆ ต้องพัฒนาการปฏิบัติราชการโดยใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ดังนั้น ต้องถือว่าส่วนราชการต่างๆ ก็ดี มีพันธกิจหลักในการบริหารกิจการบ้านเมืองด้วยความรับผิดชอบเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนโดยไม่แสวงหาผลกำไร

ซีเอสอาร์ในภาครัฐจึงมิใช่เรื่องใหม่ หรือหลักการบริหารบ้านเมืองแนวใหม่แต่ประการใด แต่เป็นเรื่องที่ข้าราชการทุกคนต้องตระหนักและสำนึกได้เองว่า ตนเองมีบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคมในการปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น หากหน่วยราชการใดออกมาประกาศว่าจะนำหลักการซีเอสอาร์มาใช้ในการปฏิบัติงาน นั่นก็แสดงว่า หน่วยงานนั้นไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจเรื่องของซีเอสอาร์ แต่ยังไม่ตระหนักถึงบทบาทขั้นพื้นฐานของตนเองในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมที่พึงมี นับตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งหน่วยงานอีกด้วย

เมื่อพิจารณาซีเอสอาร์ตามบทบาทและความเกี่ยวข้องของหน่วยงาน จะสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 จำพวก (division) โดยจำพวกแรกเป็น CSR-after-process ที่มักใช้คำในภาษาไทยว่า "กิจกรรมเพื่อสังคม" คือ การดำเนินกิจกรรม (activities) ของหน่วยงาน ซึ่งโดยมากเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านต่างๆ โดยกิจกรรมที่ดำเนินการนั้นมักแยกต่างหากจากการดำเนินธุรกิจที่เป็นกระบวนการ (process) หลักของกิจการและเกิดขึ้นภายหลัง เช่น การแก้ไขเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางมลพิษจากการประกอบการ การแจกจ่ายสิ่งของช่วยบรรเทาสาธารณภัย การเป็นอาสาสมัครช่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้มักเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือเวลาทำงานตามปกติ

จำพวกที่สองเป็น CSR-in-process ซึ่งปัจจุบันมักเรียกกันว่า "ธุรกิจเพื่อสังคม" คือ การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ในกระบวนการทำงานหลักของกิจการ หรือเป็นการทำธุรกิจที่หากำไรอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น การป้องกันหรือกำจัดมลพิษในกระบวนการผลิตเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชน การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดในฉลากผลิตภัณฑ์ การเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องครบถ้วนต่อผู้บริโภค การชดเชยความเสียหายให้แก่ลูกค้าที่เกิดจากความผิดพลาดและความบกพร่องของพนักงาน ซึ่งการดำเนินความรับผิดชอบเหล่านี้ถือเป็นกิจกรรมที่อยู่ในเวลาทำงานปกติของกิจการ

จำพวกที่สามเป็น CSR-as-process ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น "กิจการเพื่อสังคม" เพื่อให้แตกต่างจากสองจำพวกข้างต้น ที่เป็นบทบาทขององค์กรธุรกิจโดยตรง กิจการในจำพวกที่สามนี้ มักเป็นองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงหากำไรให้แก่ตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อยังประโยชน์ให้แก่สังคมในทุกกระบวนการของกิจการ ตัวอย่างของกิจการที่อาจจัดอยู่ในข่ายนี้ ได้แก่ มูลนิธิ องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรประชาชน และส่วนราชการต่างๆ

อย่างไรก็ดี กิจการเพื่อสังคมในความหมายเต็มของ CSR-as-process นั้น มีข้อแตกต่างจากหน่วยงานที่เรียกตัวเองว่า องค์กรที่ไม่มีวัตถุประสงค์หากำไร (non-profit organization) ตรงที่หน่วยงานที่ไม่หากำไร อาจอยู่ในสภาพที่ไม่มีกำไรให้ทั้งแก่ตนเองและแก่สังคม อันเนื่องมาจากการขาดกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่สถานะของกิจการเพื่อสังคมนั้น เกิดจากการผสมผสานอุดมการณ์ในแบบนักพัฒนาสังคมเข้ากับการบริหารจัดการในแบบผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการผนวกจุดแข็งระหว่างแผนงานของภาคประชาสังคมกับกระบวนการที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ในอันที่จะสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยรวม ขณะเดียวกันกิจการก็สามารถอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาการดำเนินงานของตนเอง แทนการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกหรือได้รับการอุดหนุนจากภาษีของประชาชน เรียกว่า เป็นองค์กรที่หากำไรให้แก่สังคม (social profit organization) โดยที่เจ้าของกิจการเหล่านี้ มักเรียกตัวเองว่า เป็นผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur)

การที่องค์กรที่ไม่มีวัตถุประสงค์หากำไรในรูปแบบเดิม อาศัยทุนสนับสนุนจากการบริจาคก็ดี หรืออาศัยทุนอุดหนุนจากเม็ดเงินภาษีก็ดี ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรจากสังคมทางหนึ่ง ซึ่งหากดำเนินงานโดยขาดประสิทธิภาพหรือขาดความรับผิดชอบแล้ว ยิ่งต้องได้รับการตำหนิมากกว่าองค์กรที่หากำไรให้แก่ตนเองเป็นเท่าตัว เพราะนอกจากจะเป็นการถือครองทรัพยากรทางสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมแล้ว ยังเท่ากับเป็นการปิดโอกาสองค์กรที่ไม่หากำไรแห่งอื่นๆ ในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ถือเป็นค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่คนในสังคมต้องร่วมกันจ่าย โดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกลับคืนมาเลย

ท่ามกลางกระแสของการรณรงค์เพื่อให้เกิดความตระหนักต่อการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ทุกสังคมต้องร่วมมือกันแก้ไขในขณะนี้ กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ จึงถือเป็นวาระที่สำคัญยิ่งสำหรับองค์การพัฒนาเอกชนตลอดจนองค์การในภาครัฐนับจากนี้ เพราะหากหน่วยงานใดยังพึ่งพาและพัฒนาการดำเนินงานของตนเองไม่ได้แล้วไซร้ สังคมก็มิอาจพัฒนาและหวังที่จะพึ่งพาหน่วยงานนั้นๆ ได้เช่นกัน อย่าลืมว่าการมีภารกิจที่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมนั้น ยังดีกว่าการปล่อยให้สังคมล่มสลายจนไม่เหลืออะไรไว้ให้ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดดำรงอยู่ได้ทั้งนั้น


[Original Link]



สื่อประสม (ปี 2560)

ปี49    ปี50    ปี51    ปี52    ปี53    ปี54    ปี55    ปี56    ปี57    ปี58    ปี59    ปี60   


ท่านสามารถคลิกที่  เพื่อฟังเรื่องราวและสาระซีเอสอาร์ในประเด็นต่างๆ

 สนทนา 6 ทิศทาง CSR ปี 2560 ทางวิทยุเนชั่น 90.5 MHz
 สนทนา 6 ทิศทาง CSR ปี 2560 ทางคลื่นความคิด 96.5 MHz

 


 


 





กิจกรรม


สถาบันไทยพัฒน์ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน Webinar ครั้งที่หนึ่ง ประจำปี 2569 ในหัวข้อ Scope 3 Emissions Disclosures with GRI 102 Standard สำหรับองค์กรสมาชิกประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (SDC) เพื่อส่งเสริมให้องค์กรสมาชิกได้รับความรู้และข้อมูลล่าสุดของมาตรฐานการรายงานสากล GRI Standards ในฉบับที่มีการปรับปรุงใหม่ (รายละเอียด)
สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหุ้นส่วนฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองของ GRI จัดหลักสูตรอบรมการพัฒนากระบวนการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืนตามมาตรฐานการรายงานของ GRI หรือ GRI Standards Certified Training Course ให้แก่องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่สนใจ ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ ถ.รัชดาภิเษก (รายละเอียด)
สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลง ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags และการเสวนาเรื่อง ‘Corporate Resilience in a Turbulent World’ ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ถนนพระราม 1 กรุงเทพฯ (รายละเอียด)
สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหุ้นส่วนฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองของ GRI จัดอบรมในรายวิชาการรายงานด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐาน GRI และ IFRS หรือ Climate reporting with GRI and IFRS Standards ที่เน้นให้ความรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการรายงานด้านสภาพภูมิอากาศด้วยมาตรฐาน GRI และ IFRS ให้แก่องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่สนใจในรูปแบบออนไลน์ (รายละเอียด)
สถาบันไทยพัฒน์ จัดอบรมรายวิชา Double Materiality Course ถ่ายทอดเนื้อหาและวิธีการประเมินทวิสารัตถภาพตามแนวทางในมาตรฐาน ESRS สำหรับผู้ที่มีวิชาชีพด้านความยั่งยืน และผู้ที่ต้องการพัฒนาวิชาชีพเพื่อการทำงานในสาขาความยั่งยืน ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ ถ.รัชดาภิเษก (รายละเอียด)



กสท ยกขบวนทีม CSR ทำความดี


บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม ในโครงการน้ำใจ CAT TELECOM นำทีมโดย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัดพร้อมทั้งทีมงานโครงการน้ำใจ CAT TELECOM นำทุนทรัพย์ไปมอบให้เยาวชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่เด็กในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต วัดดอนจั่น

โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต วัดดอนจั่น จ.เชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นด้วยความเมตตาของหลวงพ่ออานันท์ อานนฺโท เจ้าอาวาสวัดดอนจั่น เพื่อส่งเสริมเยาวชนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เด็กกำพร้า เด็กยากจน ซึ่งภาครัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง อาจทำให้เด็กเหล่านั้นต้องประสบปัญหาซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคม ปัจจุบันเด็กอยู่ในโครงการมีมากกว่า 500 คน คณะกรรมการโครงการน้ำใจ CAT TELECOM เห็นว่า โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต วัดดอนจั่น มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับโครงการน้ำใจ CAT TELECOM จึงมีมติให้มอบทุนทรัพย์จำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือเยาวชนในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต

พิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT TELECOM กล่าวถึงโครงการน้ำใจ CAT TELECOM ว่าเป็นโครงการที่ดีมากเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม โดยเริ่มจากการเป็นผู้ให้ และเชื่อว่าถ้าคนเรามีจิตใจเป็นผู้ให้เป็นเรื่องดี การให้มีแต่ได้ อย่างน้อยก็เป็นความสุขทางใจ การให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ผู้รู้จักการให้จะไม่เบียดเบียนสังคม รู้จักความพอดี พอประมาณตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

โครงการน้ำใจ CAT TELECOM เป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดจากความเอื้ออาทร ห่วงใยในสังคม ผลกระทบที่เกิดจากธรรมชาติในยามแปรปรวน ภัยพิบัติที่โหดร้าย เหตุการณ์ร้ายๆ ในยามวิกฤตฝันร้ายของผู้คนที่ประสบเหตุ ไม่อาจทำให้พนักงาน CAT TELECOM นิ่งดูดายที่จะหยิบยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าการบริจาคทุนทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สู่สังคมในหลายโอกาส โดยมิได้ใช้เงินจากงบประมาณขององค์กร

การดำเนินการดังกล่าวเป็น CSR พื้นฐาน (Outside - In) หรือ CSR แบบ (Inside - Out) คือกิจกรรมที่เกิดจากความสนใจของพนักงาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาไปสู่การทำ CSR ที่ออกจากใจ ในการตอบแทนสังคมโดยร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เดินสายสร้างความเข้าใจเรื่อง CSR ในแนวทางเดียวกันแก่พนักงานภายในองค์กร ปลูกจิตสำนึกพนักงานให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมในการดำเนินธุรกิจขององค์กร

สมพล จันทร์ประเสริฐ ประธานคณะทำงานโครงการ CSR ของ CAT Telecom กล่าวว่า CAT Telecom กำหนดให้โครงการดำเนินธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นหนึ่งในนโยบายขององค์กร และตระหนักว่า การจัดทำ CSR ต้องเกิดจากจิตใจภายในของพนักงานทุกคนทุกระดับมีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่า CAT Telecom เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าสังคมอยู่ได้ องค์กรอยู่ได้ CAT Telecom จึงได้จัดทำโครงการสร้าง DNA สำนึกต่อสังคม เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังเรื่องการดำเนินธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม ในช่วงเริ่มต้นโครงการนี้ จะเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจแนวทางดำเนินงานเรื่อง CSR อย่างถูกต้อง เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ทาง CAT Telecom ได้ร่วมกับ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้าน CSR เดินสายจัดบรรยายเรื่อง CSR แก่พนักงานในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 เขตทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครนายก สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ อีกด้วย



[เทลคอม เจอร์นัล: 2 พฤศจิกายน 2550]



เรื่อง CSR ที่ CEO ควรรู้


องค์กรหลายแห่ง ได้นำเรื่อง Corporate Social Responsibility หรือ "ซีเอสอาร์" มาเป็นประเด็นสื่อสารทางการตลาด ขณะที่บางองค์กรขยายผลเพื่อใช้ซีเอสอาร์เป็นรูปแบบในการกีดกันการแข่งขันการค้า จนทำให้ ซีเอสอาร์ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้สนองประโยชน์ทางธุรกิจ แทนที่จะใช้เพื่อเจตนารมณ์ของการมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง การดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ ของกิจการในทุกวันนี้ จึงมีทั้งที่เกิดขึ้นโดยความเต็มใจและเกิดขึ้นจากความจำเป็นทางธุรกิจ

การดำเนินกิจกรรม ซีเอสอาร์ ขององค์กรธุรกิจที่ประกอบด้วยความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ก็ยังมีข้อถกเถียงเพิ่มเติมอีกว่า ควรเป็นการดำเนินตามหน้าที่ ตามกฎหมาย ที่ไม่สร้างให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคมก็เพียงพอแล้ว หรือว่าต้องเกิดขึ้นจากการอาสาหรือสมัครใจยินดีในการดำเนินกิจกรรมดูแลรับผิดชอบสังคม ซึ่งอยู่เหนือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือตามกฎหมายเท่านั้น

การดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ไม่ว่าจะเกิดจากการปฏิบัติตามความจำเป็นหรือตามความสมัครใจ ถือเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งสองกรณี แตกต่างกันที่ระดับความเข้มข้นของการดำเนินกิจกรรมและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนั้นๆ

กิจกรรมซีเอสอาร์ที่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ หรือตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย อาจเรียกว่าเป็น ซีเอสอาร์ระดับพื้นฐาน ขณะที่ กิจกรรมซีเอสอาร์ที่เกิดจากการอาสาหรือสมัครใจยินดีในการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์นั้นด้วยตัวเอง มิใช่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่หรือตามกฎหมาย อาจเรียกว่าเป็น ซีเอสอาร์ระดับก้าวหน้า

ซีเอสอาร์ 2 ตระกูล
กิจกรรมซีเอสอาร์สามารถแบ่งออกตามทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม หากเป็นการดำเนินกิจกรรมโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเป็นหลัก จะเรียกว่า Corporate-driven CSR เช่น การที่องค์กรบริจาคเงินที่ได้จากกำไรในกิจการ หรือบริจาคสินค้าและบริการของบริษัทเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ถือเป็นการเสียสละทรัพยากรที่เป็นสิ่งของหรือเป็นการลงเงินอย่างหนึ่ง หรือการที่องค์กรนำพนักงานลงพื้นที่เพื่อเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถือเป็นการเสียสละทรัพยากรด้านเวลา หรือเป็นการลงแรงอย่างหนึ่ง

หากเป็นการดำเนินกิจกรรมโดยใช้ทรัพยากรนอกองค์กรเป็นหลัก จะเรียกว่า Social-driven CSR เช่น การเชิญชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการของบริษัทในช่วงเวลาการรณรงค์โดยบริจาครายได้จากการขายสินค้าและบริการส่วนหนึ่งต่อทุกๆ การซื้อแต่ละครั้ง ให้แก่หน่วยงานหรือมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ถือเป็นการระดมเงินบริจาคจากการซื้อของลูกค้า และมอบหมายให้ผู้อื่นที่มิใช่พนักงานในองค์กร ลงแรงช่วยเหลือในพื้นที่

ตัวอย่างของ ซีเอสอาร์ ต่อผู้มีส่วนได้เสียในกลุ่มต่างๆ
ในระดับของลูกค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่า ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน ความรอบคอบระมัดระวังในการผสานประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า เป็นต้น

ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น

ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการให้สินบนในทุกรูปแบบ เป็นต้น

HOW-TO ซีเอสอาร์
กิจกรรมซีเอสอาร์ มิได้สิ้นสุดที่การบริจาคเงินหรือบริจาคสิ่งของให้แก่หน่วยงานสังคมสงเคราะห์หรือมูลนิธิไปดำเนินการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไปสู่องค์กรที่ “ดี” องค์กรที่สามารถบริจาคเงินหรือสิ่งของเพื่อการสังคมสงเคราะห์ได้นั้น แสดงว่าเป็นองค์กรที่เจริญเติบโตในธุรกิจและมีความ “เก่ง” อยู่ในตัวแล้ว ประเด็นที่สำคัญ คือ ทำอย่างไรจึงจะใช้ความ “เก่ง” ในการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือถ่ายทอดความ “เก่ง” นั้นให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ที่แต่เดิมได้รับเป็นเงินหรือสิ่งของ

กิจกรรมซีเอสอาร์ที่เกี่ยวข้องกับการให้เงินหรือสิ่งของ อาจมิใช่การแก้ปัญหาระยะยาวให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม แต่การพัฒนาทักษะและศักยภาพให้แก่พวกเขาเหล่านั้นต่างหากที่น่าจะเป็นคำตอบ และการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว ก็สามารถใช้ความ “เก่ง” ที่มีอยู่ในธุรกิจให้เกิดประโยชน์ได้

กิจกรรมทางซีเอสอาร์ ประกอบทั้ง การคิด การพูด และการกระทำ และเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตขององค์กรที่ได้ผ่านวัยเด็ก วัยรุ่น และเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะช่วยเหลือและมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่อาศัยอยู่ วิธีการพัฒนาซีเอสอาร์ในองค์กรให้ประสบผลสำเร็จ จึงควรผนวกช่วงแห่งการเจริญเติบโตเข้ากับองค์ประกอบของซีเอสอาร์ นั่นคือ “คิดแบบเด็ก ทำแบบวัยรุ่น และพูดแบบผู้ใหญ่

การออกแบบและพัฒนากิจกรรมซีเอสอาร์ เป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ และความจริงใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในวัยเด็ก ส่วนการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ จำเป็นที่องค์กรควรเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้หรือถ่ายทอดความ “เก่ง” ด้วยความมุ่งมั่นและพละกำลัง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในวัยรุ่น ขณะที่การติดตามและประเมินผลกิจกรรมซีเอสอาร์ เพื่อนำไปสู่การสื่อสารทั้งกับคนในองค์กรและสังคมภายนอก เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยความรอบคอบระมัดระวัง และเป็นบทบาทของผู้ใหญ่ ในการถ่ายทอดข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำ และมีผลลัพธ์เชิงบวกกลับมาสู่องค์กรในที่สุด

เงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาซีเอสอาร์ในองค์กรให้ประสบผลสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในสังคมไปพร้อมๆ กัน คือ การเชื่อมร้อยกิจกรรมทางธุรกิจให้มีส่วนประสมของความรับผิดชอบทางสังคมอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน


[Original Link]



ที่อยู่ติดต่อ


สถาบันไทยพัฒน์
มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
333/9 อาคารรัชอาภาทาวเวอร์
ซอยสันนิบาตเทศบาล 1 รัชดาภิเษก 32 (อาภาภิรมย์)
ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์: 0-2930-5227 โทรสาร: 0-2930-5228
อีเมล: 



รายงาน "6 ทิศทาง CSR ปี 2550"


จากกระแสแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (Corporate Social Responsibility) หรือซีเอสอาร์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่บรรดาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศในการแสวงหาแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภารกิจซีเอสอาร์ในองค์กรอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจหลายแห่งในปัจจุบัน ยังไม่มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ในขณะที่องค์กรธุรกิจอีกหลายแห่ง ก็ยังไม่แน่ใจว่ากิจกรรมที่องค์กรกำลังดำเนินอยู่นั้นเข้าข่ายซีเอสอาร์หรือไม่

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่องซีเอสอาร์ในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทำการประมวลภาพความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของซีเอสอาร์จากปี 2549 สู่ปี 2550 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ให้แก่องค์กรธุรกิจสามารถใช้สนับสนุนการวางแผนการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ได้อย่างมีกลยุทธ์ และเพื่อให้ทันกับกระแส ซีเอสอาร์โลกที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2550 นี้

รายงาน “6 ทิศทาง CSR ปี 2550: จากบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) สู่บรรษัทบริบาล (Corporate Social Responsibility)” พิมพ์ 4 สี ตลอดเล่ม หนา 25 หน้า ในเล่มประกอบด้วย

- สารจากผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
- จาก บรรษัทภิบาล สู่ บรรษัทบริบาล
- สรุปภาพรวม CSR ปี 2549 และ 6 ทิศทาง CSR ปี 2550
- วิธีการพัฒนา CSR ในองค์กร พร้อม 5 แนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องบรรษัทบริบาล
- สถาบันไทยพัฒน์กับงานด้านบรรษัทบริบาล

 


ดาวน์โหลดรายงาน
6 ทิศทาง CSR ปี 2550: จากบรรษัทภิบาล สู่บรรษัทบริบาล






วิธีการเข้าร่วมโครงการ

โครงการพัฒนาซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์


องค์กรธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถแจ้งความประสงค์มายัง

สถาบันไทยพัฒน์
มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
โทรศัพท์: 0-2930-5227
โทรสาร: 0-2930-5228
อีเมล:



<< ผลที่คาดว่าจะได้รับ ตัวอย่างกิจกรรมซีเอสอาร์ >>



CSR ทำธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคม


กระแสความตื่นตัวในเรื่องของ CSR หรือ Corporate Social Responsibility หรือการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม นับวันจะยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกวงการรวมทั้งตลาดทุนไทยพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง ในทางปฏิบัติแล้ว CSR จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และจริงๆแล้ว CSR สำคัญต่อการทำธุรกิจหรือไม่

ปัจจุบันคำว่า CSR หรือ Corporate Social Responsibility กลายเป็นคำที่ทุกวงการทั่วโลกรู้จัก สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพของการคืนกำไรสู่สังคม มักจะถูก Focus ไปที่บริษัทขนาดใหญ่ อย่างเครือซีเมนต์ไทย หรือ ปตท. ที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่องานนี้โดยเฉพาะ มีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องเป็นนโยบายของบริษัทที่เกิดจากจิตสำนึกของผู้บริหารระดับสูง

นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เอส แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ บอกว่า CSR เป็นสิ่งที่ได้กำชับกับผู้บริหารแต่ละพื้นที่ อย่างโรงงานที่หาดใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อชุมชนที่เราอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อม หรือการศึกษา การให้งานแก่พนักงานที่อยู่แถวโรงงาน เช่นเดียวกับโรงงานที่บางกระดี่ เราก็ใช้วิธีการเดียวกันครับ

ด้านนายอธิป พีชานนท์ กรรมการและ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย ก็ย้ำว่า ศุภาลัย เราไปตรงไหนก็พยายามไปบูรณะแถวนั้น ถนนหนทางไม่ดี เราก็ไปทำให้มันดีขึ้น ตรงจุดไหนไม่มีน้ำประปา ถึงแม้เราต้องใช้น้ำประปา เราก็ขยายท่อประปาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าที่เราต้องการ บางแห่งท่อระบายน้ำใช้ไม่ได้ เราก็เป็นคนทำท่อเข้าไป บางแห่งมีสถานศึกษาอยู่ด้วยเราก็เข้าไปช่วยทำให้มันดีขึ้นนะครับ

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป เน้นว่า เป็นหน้าที่ของทุกบริษัท โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน CSR คือทุกคนต้องมีส่วนร่วมในสังคม เพียงแต่ว่าการทำธุรกิจต้องมีกำไร แต่ส่วนหนึ่งเราก็ต้องทำประโยชน์ในสังคม ไม่จำเป็นต้องทำมากเกินไป แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี และให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อไหร่ที่เรากับลูกค้ามีความผูกพัน ซึ่งผมคิดว่า โออิชิ ทำมาตลอด เพียงแต่ไม่เน้นโฆษณา ไม่ว่าจะตอนสึนามิ หรือน้ำท่วม จะเห็น โออิชิไปทุกที่ เราจะไปคนแรกด้วยซ้ำไป

สำหรับเครือซิเมนต์ไทย (SCG) หนึ่งในบริษัทเอกชนที่เน้นถึง CSR มาโดยตลอดยืนยันถึงแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับการทำธุรกิจ

“ในแง่ของ SCG เรามองว่าธุรกิจกับสังคมมันไปด้วยกัน สังคมเข้มแข็ง คนในสังคมสบาย มีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มันก็ทำให้ธุรกิจไปได้ดีด้วย ผมเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คงเป็นในแง่ของสำนึกที่ว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่จริง ๆ แล้วก็ทำการค้าของธุรกิจออกมาได้ และเจริญเติบโตมาได้ถึงปัจจุบันก็เพราะสังคมช่วยเหลือ ช่วยซื้อสินค้าของเรา คนที่อยู่รอบ ๆโรงงานให้การสนับสนุน เพราะฉะนั้นเราเองเราก็มองว่าถ้ามีอะไรที่สามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้ ก็ต้องสำนึกทำตัวเป็นคนดี” นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ เครือซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าว

เช่นเดียวกับปตท.ที่ตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นสิ่งที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน “เรื่อง CSR ไม่สามารถดูในธุรกิจเพียงลำพังได้ ต้องผนวกเข้ามาเป็นธุรกิจของเราคือ ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็คือ Customer หนึ่งเหมือนกัน เพราะมีส่วนได้เสีย เป็น ผู้ถือหุ้นเพราะฉะนั้นเวลาเราคิด ถ้าธุรกิจก็ต้องคิดถึงสังคม ต้องคำนึงถึงสังคมตั้งแต่ต้น คิดถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น ว่าได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ ผู้บริหารระดับสูงต้องให้ความสำคัญกับ CSR เพราะเป็นผู้ที่ควบคุม CSR นะครับ” ดร.ส่งเกียรติ ทานสัมฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี บมจ.ปตท กล่าว


งานวิจัยจากสถาบันคีนันแห่งเอเชีย เมื่อปี 2548 ระบุว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความเข้าใจเรื่อง CSR ในระดับ 3.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มเข้าใจและเห็นว่าการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญและยังเป็นเหตุผลให้กว่า 50% ตัดสินใจซื้อสินค้าจากบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมและ 100% ของผู้บริโภคชาวไทย คาดหวังให้องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ บริษัทขนาดใหญ่ กลาง หรือ เล็ก แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้นในอีก 3 ปี ข้างหน้า

แต่ปัจจุบัน ด้วยกระแสที่กำลังมาแรงของ CSR ทำให้วัตถุประสงค์ของการทำ CSR บิดเบือนไป เกิดเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Social Market หรือการที่องค์กรหลายแห่ง ได้นำเรื่อง CSR มาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ

นายวัฒนา โอภานนท์อมตะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศ บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม ชี้ให้เห็นว่า CSR ไม่ใช่เรื่องของ Social Market แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างจากจิตสำนึก

ในแง่การเป็น Social Market เอง ผมไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาดีหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าแนวคิดตรงนี้เอง หลายองค์กรไม่เข้าใจว่า CSR พื้นฐานต้องสร้างมาจากจิตสำนึก ถ้ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ทำธุรกิจ แต่เรามาทำกันตรงปลายทาง ไปหากระบวนการที่ได้กำไรสูงสุดมาก่อนแล้วไม่ได้สนใจกระบวนการที่ได้มาซึ่งกำไรนั้น สุดท้ายค่อยเอารายได้ที่ได้มาไปบริจาค ผมมองว่าเรามาให้ตอนหลัง ซึ่งเราอาจจะไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลยตั้งแต่แรก”

ในเวทีของการค้าโลก กระแสของ CSR ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่ 2543 หลังจากที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ได้มีการออกแนวปฎิบัติสำหรับบริษัทข้ามชาติที่เข้มข้นขึ้น โดยมีการเสนอแนะให้บริษัทข้ามชาติมี CSR และยังเสนอให้บริษัทข้ามชาติติดต่อค้าขายกับคู่ค้าทั่วโลกเฉพาะที่มี CSR เท่านั้น และในอนาคตอันใกล้ มาตรฐาน ISO 26000 ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศใช้เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศในเดือนตุลาคม 2551 จะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นมาตรฐาน CSR ที่ทั่วโลกยอมรับ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่นั่นเอง

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ในตอนนี้ถึงแม้มาตรฐานในการทำ CSR จะยังไม่ออกมา แต่มันก็กลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า อย่างโรงงานที่ปิดกิจการไปหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องพิษของค่าเงินบาท แต่พอไปดูลึก ๆ เข้าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของ CSR ล้วนๆเลย คือจะเข้ามาดุว่าดูแลพนักงานเป็นธรรมหรือไม่ มีสวัสดิการของพนักงานแบบไหน ถ้าเราไม่ทำให้ผ่านหรือไม่ทำตามมาตรฐาน กฎระเบียบก็ไม่ให้ออร์เดอร์ ก็จะเห็นว่าเอามาใช้ในเรื่องการค้าไปโดยปริยาย ซึ่งภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว

ในภาคของตลาดทุน การทำ CSR นอกจากจะส่งผลดีต่อความยั่นยืนขององค์กรแล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับยังส่งผลทางอ้อมให้องค์กรมีความน่าสนใจมากขึ้นในมุมมองของนักลงทุนสถาบันด้วย

นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หนึ่งในผู้บริหารกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกองทุนหนึ่งในประเทศ บอกว่า อยากจะลงทุนในบริษัทที่มี CSR มากกว่าบริษัทที่ไม่มี CSR เพราะมองว่า บริษัทที่มี CSR เป็นบริษัทที่มีความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกองทุนระยะยาว ที่เห็นความสำคัญกับความยั่งยืนทางธุรกิจ อย่างไรก็ตามนายวิสิฐเชื่อว่า บริษัทที่เน้นเรื่องการทำ CSR ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้คนเข้ามาลทุน แต่เป็นเพราะอยากให้บริษัทมีความยั่งยืน

แม้ว่าแนวโน้ม (Trend) เทรนด์ของการทำ CSR กำลังได้รับความสนใจ แต่ยังมีปัญหาอีกมากในทางปฏิบัติหลายบริษัทยังไม่มั่นใจ ว่าแนวทางที่กำลังดำเนินการอยู่ถูกต้องหรือไม่ ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดตั้ง “สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม” เพื่อสนับสนุนการทำ CSR ของภาคธุรกิจ ที่คำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรและชุมชน รวมทั้ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

นางนงราม วงษ์วานิช กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า อยากให้สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็อยากกระตุ้นให้มีการทำเรื่อง CSR อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคมก็ เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างผู้ให้กับผู้รับ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้รับก็มีอยู่พวกที่ทำกิจกรรมด้านนี้อย่างพวก NGO ทางด้านผู้ให้ก็เช่น บริษัททั่วไป ตัวบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัท ก็เป็นผู้ให้อยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีบางบริษัทที่คิดอยากจะทำก็อาจจะทำไม่ถูก หรือทำยังไม่ได้ผลดีมากนัก ตัวสถาบันจะเป็นตัวกลางในการประสานงาน อาจจะให้มาเจอกัน ให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อที่จะทำให้การทำ CSR เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ความสำคัญของ CSR ในประเทศไทยล่าสุดนั้น ได้ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติแล้ว โดยคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการให้ความสำคัญและพร้อมที่จะส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกและการปฏิบัติที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อผลักดันเรื่องการส่งเสริมให้มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อร่วมทำงานพร้อมกับภาคเอกชนด้วย


[Original Link]



Tweaking firms' social responsibility

Ki Nan Tsui, Somruedi Banchongduang

Can social responsibility be a real force for change in the corporate world? Or is it just a publicity fad?

Make no mistake about it. The first priority of any business should be making a profit, Kasikornbank CEO Banthoon Lamsam said at the launch of the Corporate Social Responsibility Institute at the Stock Exchange of Thailand yesterday.

"How can a company grant any social assistance without first being able to survive?" he asked.

Yet, as consumers become more aware of the affects of business on the country's social and environmental fabric, corporate social responsibility ceases to be only a function of the Public Relations Department. "Profit maximisation alone can be unsustainable in the long run," said Siam Cement Group vice president Roongrote Rangsiyopash.

Companies that deal with scarce natural resources - be they SCG's limestone or PTT's oil and natural gas - must weigh the trade-offs carefully, said Thaipat Institute director Pipat Yodprudtikan. The think-tank head said if somebody else could use the resources better, creating more value or less waste, then the way should be open to those others.

Corporate social responsibility is a process and thus requires continuity, Pipat said. Responsibility to both the environment and society should be treated with the same reverence as turning a profit.

However, corporate social responsibility should emanate from the inside of an organisation, or as Government Pension Fund secretary-general Visit Tantisun-thorn put it, it should be a company's "core value".

That, too, can be difficult to achieve.

PTT Research and Technology Institute executive vice president Songkiert Tansamrit believes in a concerted effort orchestrated by chief executives. Roongrote says the whole value chain must be engaged. But to guarantee any strategic continuity, accountability must come into play, as well. Now there is talk of finding the best ways to gauge and assess corporate-social-responsibility projects.

"Money is not the issue here. It cannot buy a network of employees," said Siam Commercial Bank president and CEO Kannikar Chalitaporn. If 20,000 employees could go home and convince their families of the importance of corporate social responsibility, then awareness could be created among hundreds of thousands, she argued. But the movement has yet to achieve such a critical mass.

The most popular misunderstanding is that corporate social responsibility translates as donations.

But holistically, it can stem from the smallest of business changes. Take the option for customers to print out transaction slips at all SCB ATM machines. That initiative saves not only trees, but about Bt10 million a year for the bank.

Perhaps taking environmental and social well-being seriously is what businesses should be aiming at.


[Original Link]



Social responsibility must be a priority


CSR is more than just public-relations effort
KRISSANA PARNSOONTHORN and DARANA CHUDASRI

Too many companies have become stuck in a trap of maximising profits at the expense of social responsibility, said Banthoon Lamsam, the chief executive officer of Kasikornbank.

Mr Banthoon, speaking at the launch of the new Corporate Social Responsibility Institute, said private companies should consider their greater duties and responsibilities to society.

''Every business must make profit to survive. This is what proves that a company is good and attractive for investment. It is the truth that we can't deny we live in the world of capitalism,'' he said yesterday.

''But companies also have a social responsibility as well, so long as it does not damage their business. You have to survive first before you can share with society.''

Mr Banthoon noted that listed companies are becoming increasingly concerned about CSR, but their activities focused more on public relations to build up their corporate image.

CSR activities are difficult to assess in how they improve profits, let alone society and the environment, he acknowledged.

''The key to having responsibility to the society and shareholders is corporate governance. The management must disclose accurate and timely information to shareholders and must not transfer company assets,'' Mr Banthoon said.

Pipat Yodprudtikan, director of the Thaipat Institute, said companies of all sizes should have social responsibility, with effective CSR activities harmonised with each business process.

''You should not treat CSR as a corporate burden and spend a lot of budget on it. In fact, it can start little by little with your resources and use them effectively without hurting the society and environment,'' he said.

Kannikar Chalitaporn, the president of Siam Commercial Bank, suggested companies start promoting CSR at the board level first before mapping out a corporate mission and strategy.

''Sometimes, it will waste time for companies to think about the real objective of CSR and seek to convince the staff to be aware about it. If any member of our staff has a good idea about CSR, we are willing to support and make the project bigger,'' she said.

Mrs Kannikar said SCB was convinced that CSR could ultimately benefit a business. Two years ago, for example, it began asking ATM users to specify whether they wanted to receive paper receipts.

''The project was able to help the bank save about 10 million baht per year for the expenses on ATM slips and thousands of trees won't be cut down as well,'' she said.

Visit Tantisunthorn, secretary-general of the Government Pension Fund, said that before the fund decided whether to invest in any company, it would consider not just the returns but also issues regarding the society, environment and corporate governance.

''Implementing CSR projects will sometimes be successful, and sometimes it will fail. But companies can use the failure as a good lesson to improve themselves and drive the organisations forward in the future,'' he said.

''You should look at your staff and supply chain and see whether they have CSR or not.''

The CSR Institute, with support from the Stock Exchange of Thailand, also receives support from local brokers, fund managers, the Federation of Thai Industries, the Thai Bankers Association the Thai Chamber of Commerce and the Thai Investors Association.

SET chairman Pakorn Malakul Na Ayudhya said the institute would help stimulate and educate the business sector about CSR. ''Society needs support from business to prevent and resolve problems, and to ensure that standards of living keep pace with economic development,'' he said.


[Original Link]



พม. เตรียมเสนอมาตรการภาษี ดึงทุกภาคส่วนช่วยเหลือสังคม


กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เตรียมประสานกระทรวงการคลัง วางแนวทางมาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน องค์การเอกชน องค์การธุรกิจ เข้าร่วมในการเป็นผู้ให้และอาสาช่วยเหลือสังคม

นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับมาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน องค์การเอกชน องค์กรธุรกิจ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้ให้และอาสาช่วยเหลือสังคม โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ องค์การเอกชน องค์การธุรกิจ ประชาชน และกลุ่มเป้าหมาย รวม 8 ประเด็น ได้แก่ 1) ให้องค์การเอกชนได้รับการประกาศเป็นองค์การสถานสาธารณกุศล เพื่อยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้น 2) การยกเว้นภาษีเงินได้ กรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิ์ครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่องค์การเอกชนที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสถานสาธารณกุศล 3) การลดอัตราภาษีแก่มูลนิธิ สมาคม 4) การกำหนดรายชื่อสถานพักฟื้น บำบัด และฟื้นฟูเด็ก คนชรา คนพิการ ของเอกชนและของราชการ เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล และสถานศึกษา ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร 5) การเพิ่มรายการลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะแก่บริษัท ห้างร้าน หรือนิติบุคคล 6) ยกเว้นภาษีเงินได้ของรายได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัท ห้างร้านอนุญาตให้ลูกจ้างลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร 7) ขยายการหักลดหย่อนของการนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษี จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 และ 8) การหักลดหย่อนภาษีแก่ผู้เลี้ยงดูคนพิการ

นายแพทย์พลเดช กล่าวด้วยว่า มาตรการดังกล่าวกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะประสานกับคณะทำงานศึกษาและเสนอแนะมาตรการภาษีให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง พิจารณาก่อน เพื่อให้มาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมมีรูปแบบในแนวทางเดียวกัน


[Original Link]



พม. ตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR)


เน้นบทบาทขับเคลื่อนพลัง ซี เอส อาร์ ในสังคมไทย

วันนี้ (3 ก.ค.2550) ที่อาคาร 60 ปี ภายในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี กรุงเทพฯ นพ. พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และเกิดกระบวนการพัฒนา ยกระดับความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม ตามแนวทางของ ซี เอส อาร์

นพ. พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และจีน มีความตื่นตัวในการรณรงค์ให้ภาครัฐและเอกชนได้เห็นความสำคัญและส่งเสริมบรรษัทบริบาล หรือการแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ CSR เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทย อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงใน 2 ส่วน ส่วนแรก หลักการทั่วไป จะเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบของสังคม ใน 3 ส่วนหลัก คือ ภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาสังคม โดยภาครัฐมีอำนาจตามกฎหมาย มีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ ภาคธุรกิจมีหน้าที่ผลิต จำหน่าย โดยมีกำไรสะสมเป็นทุนเพื่อนำไปขยายกิจการ ส่วนภาคประชาสังคม เป็นกลุ่มคนเครือข่ายที่ร่วมกันทำกิจกรรมโดยไม่หากำไร ส่วนที่สอง เรื่องการลงมือปฏิบัติ ควรดำเนินการใน 5 เรื่องคือ 1.การพัฒนาองค์กรและกลไกต่างๆ ให้ดีขึ้น 2. มีการสร้างเครือข่ายระหว่างธุรกิจและองค์กรต่างๆ ตามความสมัครใจ 3.สร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนา และจัดการความรู้ เพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ 4.ในระดับรัฐจะต้องนำนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ไปขยายผล และ 5.พัฒนาเรื่องการบริหารจัดการ โดยอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม คุณภาพ และมีประสิทธิภาพ

นพ. พลเดช กล่าวต่อไปว่า กระทรวง ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม ได้ริเริ่มส่งเสริมการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม ตามแนวทางของ CSR โดยสนับสนุนให้มีการจัดประชุมโต๊ะกลมและการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านบรรษัทบริบาลภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงฯ อย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เกิดกระบวนการพัฒนาและยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมธุรกิจ ติดตามและประเมินผลกระทบต่อสังคมจากนโยบายและมาตรการส่งเสริมความรับผิดของต่อสังคม และจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจในประเทศไทย โดยองค์กรธุรกิจและองค์กรอื่นๆ สามารถติดต่อประสานงานได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม ชั้น 3 อาคาร 60 ปีกรมประชาสงเคราะห์ ในบริเวณสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ โทร.02 306 8908-9


[Original Link]



ภายในปี 52 ซีเอสอาร์จะเป็นที่นิยมในประเทศไทย


ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชื่อภายในปี 2552 ระบบการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม ขององค์กรจะเป็นที่นิยมอย่างจริงจังในประเทศไทยมากขึ้น และจะสามารถเป็นบันไดสร้างความน่าเชื่อถือและครองใจผู้บริโภคขององค์กร

การสัมมนาการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือ ซีเอสอาร์ "แสร้งทำ หรือ จำเป็น" นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุปันการจัดทำกรอบความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเพื่อทำให้องค์กรต่างๆ ที่จัดทำนำสร้างภาพลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคและแหล่งเงินทุนต่างๆ ซึ่งการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และอาศัยหลักการความใส่ใจ ซึ่งหากมีการจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมแต่ขาดการเอาใจใส่ และเป็นมาตรฐานก็จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้เชื่อว่าในปี 2552 นี้ การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ จะมีองค์กร บริษัทหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะทุกบริษัทมีซีเอสอาร์ภายในบริษัทเป็นทุนเดิม แต่ยังขาดการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยั่งยื่นเท่านั้น อย่างไรก็ตามในระบบมาตฐาน 26000 จะมีการนำหลักซีเอสอาร์มากำหนดเป็นมาตรฐานเบื้องต้นในการวัดคุณภาพและประสิทธิภาพของค์กรด้วย


[Original Link]



พม.เร่งดันกฎหมายใหม่หนุนองค์กรรับผิดชอบต่อสังคม


กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ขับเคลื่อน CSR สู่หน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจและประชาชน เพื่อร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา พ.ศ... เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน คาดเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่นักวิชาการเตือนการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมีทั้งแท้และเทียม ต้องใช้วิจารณญาณพิจารณา

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง ธุรกิจและรัฐกับความรับผิดชอบต่อสังคม จัดโดยศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม สำนักงานปลัดกระทรวงฯ และหอการค้าไทย เพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในแนวคิดหลักการเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาสังคม ในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารองค์การธุรกิจ มูลนิธิ สมาคม องค์การสาธารณประโยชน์ หน่วยงานภาครัฐ และนักวิชาการ กว่า 300 คน เข้าร่วมสัมมนา

นพ.พลเดช กล่าวว่า เรื่อง การทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR-Corporate Social Responsibility เป็นกระแสความสนใจในภาคธุรกิจทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทย ภาคธุรกิจใหญ่ๆ มีความตื่นตัวมาก เพราะหากไม่ให้ความสำคัญ อาจจะถูกมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น โรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกต่างประเทศ มีการกดขี่ข่มเหง เอาเปรียบคนงาน ไม่มีหลักมนุษยธรรมต่างๆ อาจจะถูกบอยคอตสินค้า เป็นต้น ในส่วนภาคสังคม พม.ได้ตั้งศูนย์ฯ CSR ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมและร่วมกับกระทรวงการคลังปรับปรุงระบบภาษีอากร เพิ่มขยายวงเงินลดหย่อนภาษีที่ได้จากการบริจาคของภาคธุรกิจ เพื่อให้เอื้อกับการบริจาคช่วยเหลือสังคม โดยได้รับผลตอบแทนในรูปภาษี และจ่ายภาษีลดลงวงเงินลดหย่อนภาษีจากการบริจาคที่ได้ขยายเพิ่มนั้นในส่วนภาษีบุคคลธรรมดา ขยายจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20-30 ส่วนภาคธุรกิจขยายจากร้อยละ 2-3 เป็นร้อยละ 5 คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเร็วๆ นี้

นพ.พลเดช กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา พ.ศ.... ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริม CSR ของกระทรวงฯ คาดว่าจะออกเป็นกฎหมายได้ภายในเดือนตุลาคม ก่อนจะครบวาระของรัฐบาลชุดนี้ ทันทีที่ผ่านเป็นกฎหมายจะรีบตั้งคณะกรรมการ หรือบอร์ดระดับชาติ ขึ้นมาดูแล กำหนดกรอบทิศทางนโยบาย และยุทธศาสตร์ ในการส่งเสริม

“ถ้าพูดถึง CSR คนทั่วไปจะนึกถึงเรื่องการบริจาคเงินช่วยเหลือ แต่เป็นขั้นต้นมากๆ ภาคธุรกิจบางแห่งไม่ได้บริจาค แต่ช่วยเหลือสังคมอย่างอื่น เช่น การจัดพนักงานไปเป็นอาสาสมัครทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ปลูกป่า เก็บขยะ ก็ใช่ และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ไปพัฒนาสังคมอีกหลากหลาย ฉะนั้น รูปแบบ CSR ในประเทศไทย ที่เหมาะสมกับสังคมไทย วัฒนธรรมไทย จะต้องช่วยกันพัฒนา สร้างสรรค์ขึ้นมา” นพ.พลเดช กล่าว

นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจบางแห่งอาจจะมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นหากเข้าระบบ CSR แต่ในความเป็นจริง สามารถประยุกต์ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เลย เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว เมื่อจะล้างชามเพียงแต่ทิ้งเศษอาหารแยกออกไปก่อนล้างก็ถือว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว เพราะไม่ทำให้ท่อน้ำอุดตันแล้ว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม CSR แบ่งได้เป็นทั้ง CSR แท้และเทียม ซึ่งจะต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณา โดย CSR แท้ เกิดจากจิตสำนึก ความสมัครใจยินดี โดยไม่มีใครบังคับทำเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม แต่บางแห่งอาจจะมีการบริจาคเงิน 1 ล้านบาท แต่มุ่งหวังประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าที่ลงทุน เป็นต้น


[Original Link]



ดัน กม.หนุนองค์กรรับผิดชอบต่อสังคม


เมื่อวันที่ 19 ก.ค.50 น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่องธุรกิจและรัฐกับความรับผิดชอบต่อสังคม จัดโดยศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม สำนักงานปลัดกระทรวงฯ และหอการค้าไทย เพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในแนวคิดหลักการเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาสังคม ในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารองค์การธุรกิจ มูลนิธิ สมาคม องค์การสาธารณประโยชน์ หน่วยงานภาครัฐ และนักวิชาการ กว่า 300 คน เข้าร่วมสัมมนา

น.พ.พลเดช กล่าวว่า เรื่อง การทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR-Corporate Social Responsibility เป็นกระแสความสนใจในภาคธุรกิจทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทย ภาคธุรกิจใหญ่ๆ มีความตื่นตัวมาก เพราะหากไม่ให้ความสำคัญ อาจจะถูกมาตรการกีดกันทางการค้า

ในส่วนภาคสังคม พม.ได้ตั้งศูนย์ฯ CSR ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมและร่วมกับกระทรวงการคลังปรับปรุงระบบภาษีอากร เพิ่มขยายวงเงิน ลดหย่อนภาษีที่ได้จากการบริจาคของภาคธุรกิจ เพื่อให้เอื้อกับการบริจาคช่วยเหลือสังคม โดยได้รับผลตอบแทนในรูปภาษี และจ่ายภาษีลดลงวงเงินลดหย่อนภาษีจากการบริจาคที่ได้ขยายเพิ่มนั้นในส่วนภาษีบุคคลธรรมดา ขยายจาก 10% เป็น 20-30% ส่วนภาคธุรกิจขยายจาก 2-3% เป็น 5% คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเร็วๆ นี้


[บ้านเมืองออนไลน์: 20 กรกฎาคม 2550]



พม.ผนึกกำลัง"เอกชน" ตั้งศูนย์ส่งเสริม "ธุรกิจเพื่อสังคม"


เพราะสภาพสังคมทุกวันนี้มีแต่เหตุการณ์ที่ชวนปวดหัว วุ่นวายไปหมด ทั้งเรื่องการเมือง จนกระทั่งเรื่องชิงทรัพย์ โจรขโมยของ ชู้สาวล้วนแต่เป็นผลกระทบต่อสังคมทั้งนั้น ในเมื่อเรื่องสังคมเป็นเรื่องของทุกคน ดังนั้นทุกภาคจึงต้องร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขปัญหา ไม่เว้นแม้กระทั่งภาคธุรกิจ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) เพื่อเป็นศูนย์สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บอกหลังจากที่เปิดศูนย์เรียบร้อยแล้วว่า ซีเอสอาร์เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ไม่ใช่แค่การบริจาคอย่างเดียวเท่านั้น

"ซีเอสอาร์จะเป็นศูนย์ที่ดูแลภาคสังคมมุมกว้าง องค์กร บริษัทต่างๆ ต้องดูแลพนักงานตนเอง ภาคอุตสาหกรรมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ชุมชน และช่วยเหลือคนที่มีความเป็นอยู่ยากลำบาก จะให้ทุกคนทั้งกลุ่มธุรกิจ สังคม อาสาสมัคร กลายเป็นผู้ให้แก่สังคม มากกว่าคำนึงถึงธุรกิจอย่างเดียว"

นอกจากนี้นายแพทย์พลเดช บอกอีกว่า ศูนย์นี้จะส่งเสริมความเข้าใจให้ภาคธุรกิจต่างๆ มีการตื่นตัวดูแลสังคม อย่างตลาดหลักทรัพย์ก็ตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคมให้ความรู้ธุรกิจไปถึงเป็นพลังในการดูแลสังคมด้วย

"ทาง พม.ตื่นตัวเรื่องเหล่านี้มาก หากมีเครื่องมือร่วมกับภาคธุรกิจ มีทีมที่เชี่ยวชาญพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป"

องค์กรธุรกิจต่างๆ สนใจสามารถประสานงานได้ที่ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม โทร.0-2306-8908-9


[Original Link]



CSR ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ


เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา OPDC News ได้นำเสนอข่าวสารการไปศึกษาดูงาน ณ บริษัท Toshiba Thailand ซึ่งทำให้เราทราบถึงการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) ของบริษัทเอกชน และในวันนี้ OPDC News ก็มีอีกมุมมองในเรื่องของ CSR “แสร้งทำ” หรือ “จำเป็น” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ มานำเสนอกัน

การสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นโดยคณะนิสิตปริญญาโท ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชานิเทศศาสตร์พัฒนาการ ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ร่วมสัมมนาได้แก่ ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณ รัชพงษ์ สมงาม บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) คุณ สุดวิณ ปัญญาวงศ์ขันติ หุ้นส่วนไพรช์ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส ประเทศไทย ในสายงานบริหารการตรวจสอบบัญชี และคุณ วีระเดช สมบูรณ์เวชชาการ ประธานกรรมการบริษัท วีพีพี โปรเกรสซีฟ จำกัด

ปัจจุบันแนวโน้มของการดำเนินงานทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป จากการมุ่งแสวงผลกำไรเพียงอย่างเดียว สู่การแสวงหาผลกำไรไปพร้อมๆ กับการให้ความสำคัญแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หรือ CSR: Corporate SocialResponsibility มาปรับใช้ในองค์กร

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ กล่าวว่า CSR เป็นการดำเนินกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยจะคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม จากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรภายในและภายนอกองค์กร ที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ซึ่งเป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์การธุรกิจไปพร้อมๆ กับการสร้างความเจริญให้แก่สังคม เพราะเชื่อว่าธุรกิจไม่สามารถปฏิเสธการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ เนื่องจากธุรกิจจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากสังคมรอบข้างไม่สามารถดำรงอยู่ได้

“ในปัจจุบันมีองค์กรหลายแห่ง ได้นำเอาเรื่อง CSR เป็นประเด็นสื่อสารทางการตลาด หรือนำไปขยายผลในการกีดกันการแข่งขันทางการค้า จนทำให้ CSR กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ทำประโยชน์ให้แก่องค์กร มากกว่าที่จะทำประโยชน์ให้แก่สังคม ทำให้ในวงการธุรกิจ มีทั้ง CSR แท้ และ CSR เทียมเกิดขึ้น ซึ่งการพิจารณา CSR นั้น จะพิจารณาจาก 2 ประเด็น คือ ประโยชน์ของกิจกรรมที่ได้รับตกอยู่กับสังคมหรือองค์กร และการทำกิจกรรมจะต้องเกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่การทำตามหน้าที่ ระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย หรือบรรทัดฐานทางสังคม” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ด้าน คุณรัชพงษ์ สมงาม ให้ความเห็นว่า การทำ CSR คือการทำสิ่งใดก็ได้ที่ไม่ทำร้ายโลกและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้บริหารต้องเป็นผู้นำ อาจมีการจัดการให้พนักงานทำ ซึ่งมีรูปแบบหลายหลาย พยายามหาพันธมิตรร่วมทำด้วย อย่าทำคนเดียว เก่งคนเดียว โดยขอให้สนใจเพียงแค่ว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งในโลกที่ไม่สร้างปัญหาให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม

ด้าน คุณวีรเดช สมบูรณ์เวชชการ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ CSR คือการทำอะไรที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งต้องให้พนักงานแทรกซึมแนวคิด ซึ่งสิ่งที่บริษัททำคือ โครงการส่งเสริมอาชีพอิสระให้แก่เด็กนักเรียน และโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ธรรมาภิบาลเบื้องต้นให้แก่ตัวแทนนักเรียน

ส่วน คุณสุดวิณ ปัญญาวงศ์ขันติ กล่าวว่า ประโยชน์ที่ได้รับไม่ได้เกิดเฉพาะกับสังคมเท่านั้น แต่เกิดกับพนักงานด้วย อย่างกรณีที่เป็นปัญหาใหญ่ๆ เช่น เรื่อง โลกร้อน เพราะถ้าพนักงานสามารถปรับพฤติกรรมนำไปใช้ที่บ้านหรือที่อื่นๆได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำ CSR มีความจำเป็นมาก เพราะองค์กรจะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากสภาพแวดล้อมหรือชุมชนอยู่ไม่ได้ และจะอยู่ที่ไหนก็ตามพยายามทำให้ชุมชนนั้นอยู่รอด

จะเห็นได้ว่า ทุกองค์กรก็สามารถทำ CSR ได้ เพราะการทำ CSR ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเงินหรือความถี่ของกิจกรรม แต่สามารถผนวกให้มีส่วนผสมของความรับผิดชอบทางสังคมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับการดำเนินธุรกิจได้


ภัทรพร ข. & วสุนธรา (สลธ.) / รายงาน
ข้อมูลจาก G – Mag Government Magazine ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 กย. 2550



[Original Link]



เตือนเอกชนเร่งคลอด"ซีเอสอาร์"ก่อนถูกกันการค้า


ภาครัฐ-เอกชนตื่นตัว ขับเคลื่อนซีเอสอาร์ เร่งองค์กรธุรกิจไทยเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เตรียมออกกฎหมายให้องค์กรและหน่วยงานที่ทำซีเอสอาร์สามารถลดหย่อนภาษีได้ พร้อมจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมสนับสนุนบริษัทเอกชนมุ่งทำความดี นักวิชาการ ชี้อนาคตบริษัทต่างชาติ เตรียมใช้ซีเอสอาร์เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า หากผู้ผลิตไทยยังไม่ขยับปรับตัวดูแลพนักงาน สังคม สิ่งแวดล้อม อาจถูกตัดออเดอร์ หรือบอยคอตไม่ทำการค้าด้วย

วานนี้ (19 ก.ค.) ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Promotion Center : CSR) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาหัวข้อ "ธุรกิจและรัฐกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม" โดยมี น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าร่วมประมาณ 300 คน

สำหรับวิทยากรในงานสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย นายศิริชัย สาครรัตนกุล ประธานคณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ นายอนันตชัย ยูรประถม นักวิชาการด้านซีเอสอาร์ จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และอาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางมัทนา เหลืองนาคทองดี ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และกรรมการ คณะกรรมการจรรยาบรรณ หอการค้าไทย นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม และนายศุภชัย เทพัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมมาตรฐานระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) รวมถึงการกระตุ้นให้หน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำซีเอสอาร์ เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมๆ กับการสร้างสังคมและชุมชนให้น่าอยู่

น.พ.พลเดช กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องของซีเอสอาร์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะหน่วยงานและองค์กรของเอกชนเท่านั้น แต่ซีเอสอาร์ยังมีความสำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็ง ภายใต้ความสมานฉันท์ บนพื้นฐานของคุณธรรม โดยขณะนี้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เตรียมที่จะออก พ.ร.บ.ส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา พ.ศ.......เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าและเป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งหากประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว คุณภาพชีวิตของคนไทยก็จะดีขึ้น

ทั้งนี้ทางกระทรวงจะผลักดันกฎหมายนี้ให้ประกาศใช้ได้ในเดือนต.ค.ปีนี้ ซึ่งเมื่อมีกฎหมายออกมาแล้ว จะมีการออกกฎกระทรวง หรือกฎระเบียบต่างๆ ที่สนับสนุนให้เอกชน ทำซีเอสอาร์ได้มากขึ้น ซึ่งอาจมีมาตรการ การให้รางวัลกับองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยสามารถที่จะใช้เป็นผลงานในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และครอบคลุมถึงทำความดีและการทำงานเพื่อสังคมสำหรับบุคคลธรรมดาด้วย

"พ.ร.บ.นี้ได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ ครบแล้วคาดว่าจะเสนอ สนช.ใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะประกาศใช้ในเดือนต.ค.นี้ เมื่อกฎหมายออกแล้วจะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เอกชนและประชาชนอยากทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งจะได้รับการตอบแทนจากกลไกของรัฐ เช่น บริษัทเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ขณะที่บุคคลทั่วไปก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ปัจจุบันหากองค์กรหรือประชาชนมีการบริจาคก็ได้รับการลดหย่อน แต่มีข้อจำกัดอยู่ที่ 300-400 องค์กร แต่อนาคตจะมีการเพิ่มขึ้นมาก" น.พ.พลเดช กล่าว

ซีเอสอาร์ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
ดร.พิพัฒน์ นักวิชาการ และนักวิจัย ด้านซีเอสอาร์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ซีเอสอาร์ เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อไม่นานและเป็นกระแสที่มาจากต่างชาติ แต่แท้จริงแล้วบริษัทในเมืองไทยหลายๆ แห่งก็มีการทำซีเอสอาร์มานานแล้ว อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจเข้าใจเรื่องซีเอสอาร์มากขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องซีเอสอาร์มากนัก

"การทำซีเอสอาร์หากแปลกันจริงๆ ก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะธุรกิจของเอกชนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงภาครัฐ สังคมไทย และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดจะต้องสามารถผนวกเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวได้ และการทำซีเอสอาร์จะต้องเป็นการทำจากภายในองค์กรออกไปสู่สังคม ซึ่งภายใน หมายถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เช่น ผู้บริหาร พนักงาน ส่วนภายนอกคือชุมชนและสังคมรอบตัว ครอบคลุมไปถึงซัพพลายเออร์ คู่แข่ง และผู้บริโภคด้วย"

แต่ทั้งนี้ ซีเอสอาร์จะต้องทำด้วยความสมัครใจ เน้นประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงจะเรียกได้ว่า เป็น "ซีเอสอาร์แท้ " แต่ถ้าทำไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ หรือสร้างภาพ และทำโดยถูกบังคับจากสังคม และเน้นประโยชน์ขององค์กรเป็นหลัก ก็จะกลายเป็น "ซีเอสอาร์เทียม" และหากพิจารณาถึงการทำซีเอสอาร์จริงๆ จะเห็นได้ว่าบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซํ้า เพราะสามารถดำเนินการไปกับกระบวนการธุรกิจ

ดร.พิพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตในกรณีที่มีข่าวเรื่องการปิดตัวของโรงงานสิ่งทอแห่งหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการระบุถึงการปิดตัวว่า เป็นเพราะค่าเงินบาท ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสมทบ แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง พอสะท้อนให้เห็นได้ว่า การที่มีออเดอร์ลดลง จากบริษัทที่จ้างผลิต เพราะบริษัทผู้จ้าง เห็นว่า โรงงานแห่งนั้น ไม่ได้ทำซีเอสอาร์ ซึ่งหมายรวมถึงด้านความปลอดภัยของพนักงาน ชุมชนรอบข้าง ซึ่งเมื่อมีการแจ้งเตือนให้ปฏิบัติ แต่ซัพพลายเออร์ไม่สามารถทำได้ก็จะลดออเดอร์ลง ซึ่งอนาคตอาจเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้าอีกด้วย

อนาคตต่างชาติใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า
นายศุภชัย เทพัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมมาตรฐานระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันการทำซีเอสอาร์เพียงอย่างเดียวดูเหมือนจะไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกการค้าปัจจุบันคือ การได้มาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้มาตรฐานระบบการจัดการ หรือ ISO ทั่วโลกได้มีการออก ISO 26000 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เน้นให้กำกับตัวเอง และจะมีการประกาศใช้ต้นปี 2009 ซึ่ง ISO 26000 ถือเป็นมาตรฐานสูงและสมบูรณ์ที่สุด มาตรฐานนี้ต้องเสียงบประมาณเหมือนมาตรฐานอื่นๆ โดยจะครอบคลุม 7 หัวข้อด้วยกันประกอบด้วย 1. สิ่งแวดล้อม 2. สิทธิมนุษยชน 3. มาตรฐานแรงงาน 4. องค์กร 5. ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ 6. สภาพแวดล้อมของชุมชน และ 7. การดูแลผู้บริโภค

"ผมก็ไม่อยากจะบอกว่าสิ่งนี้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า แต่เป็นสิ่งที่การันตีได้ถึงความสมบูรณ์ขององค์กรทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกันมาก เราไม่อาจปฏิเสธได้ต้องยอมรับความจริงกับการแข่งขันที่เกิดขึ้น ถามว่าการที่โรงงานปิด พนักงาน 6,000 คนปิดถนนประท้วง สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากค่าเงินบาทหรือความรับผิดชอบต่อสังคม"

ตลาดหลักทรัพย์เตรียมผลักดันบจ.ทำซีเอสอาร์
นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สายงานบริหาร ซึ่งรับผิดชอบดูแลธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์เตรียมเปิดตัวสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Institute : CSRI) ในวันที่ 20 ส.ค.นี้ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯดำเนินการเกี่ยวกับซีเอสอาร์มากขึ้น โดยกำลังศึกษาการทำซีเอสอาร์รีพอร์ต เพื่อบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำปี

ทั้งนี้เนื่องจากทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับซีเอสอาร์ หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ไม่มีความจริงจังในการทำซีเอสอาร์ต่อไปนักลงทุนอาจจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาในการซื้อหุ้นของบริษัทนั้นๆ ซึ่งจากการทำการศึกษาพบว่า บริษัทที่ทำซีเอสอาร์จะมีการเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่าบริษัทที่ไม่มีการทำซีเอสอาร์ และการทำซีเอสอาร์ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากนักลงทุนจะนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการลงทุน

"กระแสของบริษัทข้ามชาติที่มีความเข้มในเรื่องของมาตรฐาน ก็มีการใช้ซีเอสอาร์เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ผู้ค้า หากผู้ค้าไม่ดูแลพนักงาน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่บริษัทรายใหญ่ที่ลดออเดอร์ เนื่องจากโรงงานนั้นไม่ได้มีการปฏิบัติที่ดีต่อพนักงาน ซึ่งต่อไปบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องหันมาทำซีเอสอาร์"


[Original Link]



CSR ระเบิดเวลาธุรกิจ

บทสะท้อนจาก "ไทยศิลป์" จาก "น่าทำ" สู่ "ต้องทำ"

ข่าวใหญ่ที่พาดหัวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กรณีที่โรงงานผลิตเสื้อผ้ากีฬาส่งออก บริษัท ไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมพอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ปิดโรงงานทันทีซึ่งทำให้บรรดาคนงานกว่า 5,000 ชีวิตเกือบถูกลอยแพ สาเหตุหนึ่งเกิดจากผลกระทบของค่าเงินบาท ขณะเดียวกันสาเหตุสำคัญจากการปิดกิจการครั้งนี้มาจากการถูกยกเลิกออร์เดอร์ของบริษัทผู้จ้าง จากการขาดมาตรฐานความปลอดภัยในที่ทำงาน ซึ่งหากมองผ่านกรอบแนวคิดของ CSR นี่เป็นส่วนสำคัญของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรภายในกระบวนการธุรกิจ (CSR in process) ที่ต้องรับผิดชอบไม่เฉพาะสังคมภายนอก แต่ต้องใส่ใจต่อ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องเริ่มต้นจากภายใน

ตามที่ "เดช พัฒนเศรษฐพงษ์" นายกสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "ตั้งแต่ช่วงปี 2549 ทางอาดิดาสได้ส่งหนังสือแนะนำให้โรงงานปรับสภาพแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงานตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุในโรงงาน หรือประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และทางบริษัทก็มิได้แจ้งอาดิดาสว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นซึ่งถือเป็นกาปกปิดข้อมูล จึงได้เลิกออร์เดอร์"

ซึ่งส่งผลกระทบอย่างแรงต่อบริษัท แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการจัดการภายในเวลาไม่กี่วัน โดยหน่วยงานจากภาครัฐที่เข้ามาโอบอุ้ม แต่ประเด็นที่น่าเรียนรู้จากกรณีนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องเรียนรู้ของภาคธุรกิจและอุตสาห กรรมของไทย

เมื่อโลกเรียกร้องความรับผิดชอบ
สัญญาณที่เกิดขึ้นจากการต้องปิดกิจการอย่างกะทันหันของ "ไทยศิลป์" มิใช่แต่เพียงสัญญาณทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้บริษัทที่ผลิตสินค้าส่งออกจากที่เคยมีกำไรกลายเป็นติดลบ ตามที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางแต่เพียงเท่านั้น

สัญญาณที่เกิดขึ้นยังเป็นสัญญาณสะท้อนที่ชัดเจนของกระแส "ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร" (corporate social responsibility : CSR) ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภค บริษัทคู่ค้าชั้นนำในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งนับวันจะเข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

กระแสกดดันจากภายนอกจึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ CSR กลายเป็นสิ่งหนึ่งในการทำธุรกิจที่ธุรกิจไม่อาจปฏิเสธ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นทำ CSR โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ จะมีมาตรฐานต่างๆ มากขึ้น

"ทำวันนี้ ทำให้ถูก ทำตามหลักสากล" เป็นคำแนะนำที่นายศุภชัย เทพัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมมาตรฐานระหว่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวไว้ตอนหนึ่งระหว่างงานสัมมนา "ธุรกิจและรัฐกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม" ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเร็วๆ นี้ถึงการต้องเริ่มต้นทำ CSR ขององค์กรธุรกิจไทย

นับถอยหลัง ISO 26000
เขากล่าวด้วยว่า "จากกรณีโรงงานที่ปิดกิจการ เราจะเห็นว่ากระแสโลกวันนี้ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาก ทุกวันนี้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำผิด หรือไม่ต้องพิสูจน์ว่าถูกหรือผิด เพียงแค่เมื่อไหร่ที่ถูกตั้งคำถาม ธุรกิจนั้นก็อยู่ไม่ได้"

อย่างไรก็ตามนายศุภชัยกล่าวว่า แทนที่จะมองเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า มาตรฐานต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้น ธุรกิจควรมองสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาส เพราะทุกวันนี้องค์กรได้รับการคาดหวังจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องดำเนินการทั้งในด้านการพัฒนา ดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรจะสามารถดำรงอยู่ได้จึงจำเป็นต้องทำ

สำหรับหลักสากลอย่างมาตรฐาน ISO 26000 ที่ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งขณะนี้ออกมาเป็นร่างและจะแล้วเสร็จประกาศใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้านั้น จะออกมาเป็นแนวปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนความสมัครใจ โดยตั้งอยู่บนหลักการ ได้แก่ การปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่หลีกเลี่ยง การปฏิบัติตามธรรมเนียมที่สากลยอมรับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน การซื่อสัตย์ จริงใจ และยุติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และการเคารพในความแตกต่าง รวมถึงการไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อผลเสียหายร้ายแรง (precautionary approach) โดยประเด็นหลักในมาตรฐานใหม่ จะให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวด ล้อม การปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม มีการบริหารจัดการองค์กรที่ดี การดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

"ใน ISO 26000 ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดโดยส่วนตัวคือหลักการการไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อผลเสียหายร้ายแรง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นดาบสองคม สมมติว่าแม้ไม่มีหลักฐานแต่ถ้าคู่ค้าบอกว่าสามารถพิสูจน์ผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ก็อาจจะกลายเป็นการกีดกันทางการค้า เช่น ถ้าส่งออกเนื้อไก่เขาอาจจะบอกว่าไม่ได้เพราะอาจจะทำให้เกิดไข้หวัดนกในอนาคต เป็นต้น แต่ในภาพรวม ISO 26000 น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางบวกที่มีมาตรฐานออกมารองรับสังคม ซึ่งมองในแง่ของ การสร้างความเท่าเทียมในสังคมและประสิทธิผล ซึ่งปัญหาที่เกิดบนโลกวันนี้ ไม่ว่าสิทธิมนุษยชน โลกร้อน ฯลฯ ไม่ใช่ปัญหาระดับประเทศแต่เป็นปัญหาระดับโลก ที่การแก้ปัญหาต้องใช้ความร่วมมือจากทั่วโลก ซึ่งต้องการมาตรฐาน มองเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน" นายศุภชัยกล่าว

ปัจจัยภายนอกที่กดดัน
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวเช่นเดียวกันว่า การทำ CSR ในไทยปัจจุบันแม้ว่าส่วนหนึ่งจะเกิดขึ้นจากจิตสำนึก แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงคือการที่องค์กรต้องทำเพราะเกิดจากกระแสกดดันจากปัจจัยภายนอก อย่างกรณีบริษัทสิ่งทอแห่งหนึ่งที่ปิดตัว ไม่เพียงแต่ปัญหาจากค่าเงินบาทเท่านั้น มีข้อเท็จจริงบางประการที่น่าสนใจว่าโรงงานดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์ เมื่อถูกคู่ค้าบริษัทที่จ้างผลิตเข้ามาตรวจสอบจึงไม่สามารถส่งออร์เดอร์ได้

"การที่ถูกกดดันจากภายนอก กดดันทำให้ธุรกิจจะต้องปรับตัว โดยต้องสามารถชี้ให้เห็นได้ว่าเรารับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดอย่างไร ผมมีโอกาสคุยกับกลุ่มคนที่เข้ามาตรวจมาตรฐานโรงงาน และพบว่าถ้าโรงงานไม่ได้มีความรับผิดชอบจริง เวลาเขามาตรวจสอบก็จะไม่สามารถยืนยันสิ่งที่ทำได้ เพราะนอกจากเขาสัมภาษณ์ผู้บริหารแล้ว ก็จะสุ่มสัมภาษณ์พนักงานในประเด็นที่ละเอียดมาก เช่น ได้ค่าแรงเท่าไหร่ มีจ่ายเงินค่าล่วงเวลาหรือไม่ หรือโรงงานมีมาตรฐานในการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างไร ฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำจริงๆ ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะผ่านมาตรฐานที่ทางบริษัทคู่ค้ากำหนด" ดร.พิพัฒน์กล่าว

ฉะนั้นการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะเป็นทางรอดของธุรกิจได้

ความพึงใจลูกค้าที่ไม่หยุดแค่ 4P
ด้านนายอนันตชัย ยูรประถม นักวิชาการด้าน CSR โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากกรณีของไทยศิลป์ นั้นสะท้อนให้เห็นภาพชัดว่า การดำเนินธุรกิจจะคำนึงถึงหลักทางการตลาดเพียงเท่าเดิม อย่างการแข่งขันเรื่องคุณภาพ ราคา ฯลฯ ไม่ได้แล้ว แต่ประเด็นหนึ่งที่ธุรกิจจะต้องดำเนินการใส่ใจคือเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หากจะมองว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าเพียงมิติเดียวอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะที่สุดอย่างประเด็นเรื่องการดูแลพนักงาน ประโยชน์สูงสุดที่จะตกอยู่ก็คือแรงงานซึ่งเป็นคนในสังคมไทย

"วันนี้โลกเปลี่ยนไป การทำธุรกิจที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพึงพอใจของลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงราคาที่ดีที่สุด หรือเพียงแค่คุณภาพสินค้าที่ดีที่สุด สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือลูกค้าต้องการให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบ" นายอนันตชัยกล่าวในที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "ไทยศิลป์" จึงเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานต่างๆ ภายใต้กรอบ CSR กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ และจะเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ หากองค์กรปฏิเสธความใส่ใจที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ !!


[Original Link]



CSR สไตล์ไทย ที่ถูกต้องเหมาะสม


แม้กระแสเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จะเป็นที่แพร่หลายและได้รับการพูดถึงมาก่อนจากฝั่งตะวันตกและกลายมาเป็นกระแสกดดันที่เรียกร้องให้ทั่วโลกทำเรื่องนี้ หากแต่ในความเป็นจริงนั้น CSR มีมายาวนานในสังคมไทย การประยุกต์หลักการของตะวันตก ด้วยความเป็นตะวันออก อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในสังคมไทยขณะนี้ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งติดตามเรื่อง CSR มายาวนานกล่าวว่า การดูแลสังคมโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมีอยู่ในสังคมไทยมายาวนานก่อนที่จะได้รู้จักคำว่า CSR จากฝั่งตะวันตก ปัจจุบันมีพัฒนาด้าน CSR เกิดขึ้นในไทยโดยองค์กรนั้นไม่จำกัดเฉพาะองค์กรธุรกิจ แต่ยังรวมถึงองค์กรในภาครัฐด้วย

"CSR ที่สังคมไทยต้องการนั้น เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเอา CSR ที่ทำเฉพาะภายในกระบวนการธุรกิจ (CSR in process) หรือ CSR ที่มุ่งเน้นเพื่อสังคมภายนอก (CSR after process) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการทั้ง 2 อย่างควบคู่ไปด้วยกัน เพราะในขณะที่เราต้องการธุรกิจที่ดำเนินด้วยการป้องกันไม่ให้ธุรกิจสร้างผลกระทบในเชิงลบ ขณะเดียวกันสังคมก็มีความต้องการความช่วยเหลือผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมเมื่อธุรกิจเดือดร้อน ฉะนั้นเชื่อว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการคือการทำทั้ง 2 ส่วนนั้นไปพร้อมๆ กัน" ดร.พิพัฒน์กล่าว

ด้านนายอนันตชัย ยูรประถม นักวิชาการด้าน CSR จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การทำ CSR ในแง่ของการนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมนั้น สิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงคือบริบททางสังคม เพราะแม้จะเป็นพื้นที่ชนบทเหมือนกัน แต่ในแต่ละพื้นที่ แต่ละภาคของประเทศนั้นมีบริบทสังคมแตก

ต่างกัน และการทำ CSR นั้นจะต้องอุดช่องว่างของความต้องการที่สังคมต้องการอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงความต้องการว่าองค์กรจะต้องการให้อะไร อีกประเด็นหนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจ ภาครัฐและองค์กรพัฒนาสังคม โดย CSR กำลังจะลดช่องว่างระหว่างองค์กรที่ว่านี้ โดยความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับองค์กรพัฒนาเอกชน ต้องไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ให้และผู้รับ แต่จะต้องมองไปที่การพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนโดยธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันในลักษณะของพันธมิตร โดยดึงเอาความสามารถหลักของแต่ละองค์กรเข้ามาใช้ เช่น องค์กรพัฒนาเอกชนสามารถเข้าถึงรากหญ้าและมีความเข้าใจบริบทของสังคม ขณะที่องค์กรธุรกิจมีกำลังเข้มแข็งในแง่ของทรัพยากรหรืองบประมาณที่สามารถสนับสนุนได้ ซึ่งการร่วมมือดังกล่าวจะทำให้เกิดความยั่งยืนและเป้าหมายที่สูงกว่าการเป็นผู้ให้และผู้รับธรรมดา ซึ่งจะสร้างให้เกิดคุณค่าสูงสุดต่อทั้งองค์กรและสังคม

"การที่องค์กรธุรกิจทำ CSR กันจำนวนมากด้วยการทำตามกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการทำอย่างถูกต้อง โดยรูปแบบการทำ CSR ที่เหมาะสม องค์กรธุรกิจจะต้องกำหนดพื้นที่ทางสังคมและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องคำนึงถึงก่อน จากนั้นจึงกำหนดประเด็นทางสังคม และค่อยมาพิจารณาว่าจะทำ CSR ในรูปแบบไหน" นายอนันตชัยกล่าว

ขณะที่มัทนา เหลืองนาคทองดี ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยของความสำเร็จในการทำ CSR นั้นองค์กรจะต้องสร้างให้เกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือและเป็นสิ่งที่สังคมต้องการอย่างแท้จริง โดยแต่ละโครงการต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมของพนักงาน ที่สำคัญต้องทำจริงและไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่ทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ขณะเดียวกันต้องเป็นโครงการที่ทำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

"เราไปสร้างฝายชะลอน้ำซึ่งเป็นฝายกึ่งถาวรที่ทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภูเขาแต่ละลูกมีความต้องการฝายเป็นพันๆ แห่ง เราก็ทำมาตลอด ในพื้นที่หนึ่งซึ่งใกล้กับโรงงานที่ จ.ลำปาง มีการสร้างฝายชะลอน้ำจากต่อปีที่เคยเกิดไฟป่าปีละ 200 ครั้ง ปัจจุบันหลังจากเข้าไปทำฝายจำนวนมาก จำนวนไฟป่าเกิดเพียง 2-3 ครั้ง ซึ่งได้ผลมาก" มัทนากล่าว

CSR ที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างภาพที่สวยหรู แต่การทำ CSR ที่มุ่งเน้นตั้งแต่ภายในองค์กรไปสู่ภายนอกด้วยการทำอย่างจริงจังและยังยืนน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้มากกว่า


[Original Link]



ข่าวสาร


-Sustainpreneur, ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน, กรุงเทพธุรกิจ (4 เมษายน, 2569).
-Sustainpreneur, ปัจจัยด้านธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อธุรกิจในปี 2569, กรุงเทพธุรกิจ (21 มีนาคม, 2569).
-Sustainpreneur, ธุรกิจของคุณมี "ความพร้อมผัน" (Resilience) ขนาดไหน, กรุงเทพธุรกิจ (7 มีนาคม, 2569).
-ข่าวประชาสัมพันธ์, ไทยพัฒน์ แถลงทิศทาง ESG ปี 2569, สถาบันไทยพัฒน์ (24 กุมภาพันธ์, 2569).
-Sustainpreneur, Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน, กรุงเทพธุรกิจ (21 กุมภาพันธ์, 2569).
-Sustainpreneur, ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ, กรุงเทพธุรกิจ (7 กุมภาพันธ์, 2569).
-Sustainpreneur, กลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มผลประกอบการหรือไม่, กรุงเทพธุรกิจ (24 มกราคม, 2569).
-ข่าวประชาสัมพันธ์, ไทยพัฒน์ ยืนหนึ่ง บทบาทผู้ประเมิน ESG สัญชาติไทย, สถาบันไทยพัฒน์ (14 มกราคม, 2569). (English Version)
-Sustainpreneur, เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy, กรุงเทพธุรกิจ (10 มกราคม, 2569).



ขับเคลื่อน CSR ภาวะเศรษฐกิจฟุบ 3 กูรูแนะทางรอดผ่านวิกฤต


หากมองโดยหลักการของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR : Corporate Social Responsibility) ที่มีหัวใจอยู่ที่การแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยทำผ่านทั้งภายในกระบวนการธุรกิจและการช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกนั้น ดูเหมือนว่ามิว่าอยู่ในภาวะเช่นใด องค์กรก็มิอาจหลีกเลี่ยงการดำเนินการภายใต้กรอบ CSR ได้ เพราะในการทำ CSR มีทางเลือกมากมายที่ทำได้โดยใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลหรือเพียงแค่ใช้งบประมาณเพียงน้อยนิด

หากแต่ในมุมมองของ "นักปฏิบัติ" ที่ปรากฏผ่านผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ในหัวข้อ "เศรษฐกิจชะลอตัวมีผลต่อการดำเนินกิจกรรม CSR" ในองค์กรหรือไม่ จำนวน 200 ราย ซึ่งเกือบทั้ง 100% เป็นองค์กรธุรกิจที่มีการดำเนินกิจกรรม CSR นั้น กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยจำนวน 55.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ภาวะเศรษฐกิจจะมีผลต่อการดำเนินกิจกรรม CSR ในองค์กร โดยเฉพาะในแง่ของงบประมาณที่น่าจะถูกตัดออกไปหากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ฉะนั้นในภาวะเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ ที่องค์กรธุรกิจจะริเริ่มดำเนินกิจกรรม CSR หรือในภาวะเช่นนี้องค์กรจะปรับตัวอย่างไร หากต้องการขับเคลื่อนเรื่อง CSR เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ขณะที่เงินในกระเป๋ามีไม่มากนัก !!

ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ องค์กรที่ดำเนินการศึกษาเรื่อง CSR ในไทยมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า ในความเป็นจริงหากมองว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะมีผลต่อการขับเคลื่อน CSR ในองค์กรธุรกิจนั้น น่าจะเป็นการมอง CSR ในบริบทของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการเป็นหลัก หรือการดำเนินกิจกรรม CSR ภายนอก (CSR after Process) มากกว่า โดยการมองในบริบทนี้จะมุ่งเน้นไปที่การบริจาคเงินและการทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมภายนอกซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะได้รับผลกระทบ แต่หากมอง CSR ในบริบทของการผนวกไปกับการแสดงความรับผิดชอบภายในกระบวนการธุรกิจ (CSR in Process) นั้นเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจหรือเรื่องงบประมาณไม่น่าจะสร้างผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบที่ผนวกกับการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว

ดังนั้นหากมองการขับเคลื่อน CSR ขององค์กรธุรกิจในภาวะวิกฤต ทางสถาบันได้เคยประเมินแนวโน้มไว้แล้วว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปีนี้ แนวทางที่องค์กรจะทำ CSR อาจจะมีแนวโน้มมาสู่การดำเนินการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการมาก อย่างไรก็ตามเขาเสนอแนะว่า ในภาวะเช่นนี้องค์กรธุรกิจควรจะดำเนินกิจกรรม CSR โดยใช้หลักวิธีคิดของเศรษฐกิจพอเพียง โดยดำเนินการตามอัตภาพและกำลังขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการภายใต้กิจกรรมเพื่อสังคม หรือการทำธุรกิจเพื่อสังคม

"ถ้าถามว่า ในภาวะวิกฤตนั้นเหมาะสมที่จะทำ CSR หรือไม่ คงบอกได้ชัดเจนว่าเหมาะสม ถ้ามองจากปัจจัยภายนอกจะด้วยกระแสจากต่างประเทศ หรือการเกิดขึ้นของ CSR ในไทย เวลานี้เป็นสิ่งที่ควรทำ เพียงแต่วันนี้เราควรมองว่าจะทำอย่างไรมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ต้องมองจากปัจจัยภายในหรือความพร้อมขององค์กรเป็นหลัก เพราะการทำ CSR นั้นมีโจทย์อยู่ที่ความยั่งยืน การทำตามกระแสหรือจากปัจจัยภายนอกอาจจะไม่ยั่งยืนเท่ากับการที่องค์กรจะมองดูตัวเองว่าพร้อมหรือไม่ และต้องทำด้วยใจ สิ่งที่ทำจะต่อเนื่องและยั่งยืนกว่า" ดร.พิพัฒน์กล่าว

ต้องทำไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใด
ด้าน นายอนันตชัย ยูรประถม นักวิชาการ CSR จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในประเด็นนี้ว่า หากมองจากแนวคิดพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร การทำ CSR นั้นควรทำไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใด โดยควรมองจากความรับผิดชอบภายในกระบวนการธุรกิจ เพราะการทำ CSR ไม่ใช่แค่เรื่องของกิจกรรมเพื่อสังคม ดังนั้นตราบใดที่ธุรกิจยังดำเนินการอยู่ ก็จำเป็นต้องทำเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ โดยสิ่งสำคัญต้องมองว่าการทำ CSR ไม่ใช่สิ่งที่องค์กรเสียประโยชน์ แต่เป็นสิ่งที่องค์กรได้ประโยชน์ ในแง่ของประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับการแสดงความรับผิดชอบในกระบวนการธุรกิจ จะช่วยลดต้นทุนและเป็นการดูแลผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Steakholder) ซึ่งจะเป็นแรงบวกให้กับองค์กร เช่น การดูแลพนักงาน ที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ และสร้างขวัญกำลังใจให้ปฏิบัติงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล สุดท้ายหากมองถึงประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ก็ยิ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากเมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคมย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ การเยียวยาสังคมในภาวะเช่นนี้จึงจะยิ่งส่งผลให้คนในสังคมเห็นว่าองค์กรนั้นมีความจริงใจและไม่ทอดทิ้งเขาในเวลาที่พวกเขาเดือดร้อน ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

มุ่งเน้นประสิทธิผลมากขึ้น
ขณะที่ ดร.สุทธิศักดิ์ ไกรสรสุธาสินี อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้าน CSR กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการทำ CSR ไม่ว่าจะดำเนินการในกระบวนการธุรกิจหรือทำในลักษณะกิจกรรมเพื่อสังคมในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประเด็นสำคัญที่องค์กรควรคำนึงถึงคือประสิทธิผลในการดำเนินการแต่ละโครงการ โดยต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

เป้าหมายในที่นี้มิได้หมายความถึงการตีมูลค่างบประมาณการลงทุนในการทำ CSR ออกมาเป็นเม็ดเงินที่องค์กรจะได้รับกลับมา แต่หมายถึงการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ในการสร้างประสิทธิผลสูงสุดจากการใช้งบประมาณ

ดร.สุทธิศักดิ์แนะนำว่า การจะทำให้การใช้งบประมาณในการทำ CSR ให้เกิดประสิทธิผลนั้น สิ่งสำคัญคือการทำ CSR แบบมีกลยุทธ์ เช่น การสร้างห้องสมุดให้ชุมชนสักแห่งหนึ่ง ก็ต้องประเมินให้ชัดว่า เมื่อสร้างไปแล้วจะมีคนเข้ามาใช้งานจริงและสามารถอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการสร้างห้องสมุดจบ ถ่ายรูปเพื่อทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังจะยิ่งน่าเสียดายโดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้

"ผมไม่ได้บอกว่าให้ทิ้งเงินในการทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์มาทำ CSR แต่ผมมองว่าด้วยเงิน ที่จำกัดเราก็ทำ CSR ได้ โดยอาจจะเริ่มปรับแก้ จากภายใน และต้องใช้พลังความคิดมากขึ้นในการทำงาน ว่าตรงไหนเราควรจะทำจากภายในและอย่างไหนควรจะทำภายนอก" ดร.สุทธิศักดิ์กล่าว

และมองด้วยว่ายิ่งในภาวะวิกฤตการณ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ ยิ่งเหมาะสมที่องค์กรจะดำเนินการเรื่อง CSR ก็เพราะหากลองมองย้อนดูบทเรียนที่ผ่าน ก็เพราะองค์กรทั้งภาครัฐและธุรกิจไม่ได้มีความรับผิดชอบและไม่มีธรรมาภิบาลหรอกหรือ สังคมถึงเป็นอย่างที่เป็นอยู่ แต่วันนี้ก็มีบทเรียนแล้วฉะนั้นจึงมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องตื่นตัวและดำเนินการในเรื่องนี้

อย่างน้อยที่สุดการแสดงความรับผิดชอบของทุกองค์กรเป็นการป้องกันและเตรียมพร้อมในการสร้างความแข็งแกร่งในอนาคตเพื่อจะไม่ให้เป็นเช่นที่แล้วมาต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก !!


[Original Link]



เครื่องมือวัด CSR


สุวัฒน์ ทองธนากุล

น่าสนใจนะครับ ถ้าจะบอกว่าเรื่องธุรกิจที่มี “ความรับผิดชอบต่อสังคม” Corporate Social Responsibility ในประเทศไทยจะมีแนวทางที่ชัดเจน และมีตัวชี้วัดความสำเร็จด้วย

ผมได้คุยกับ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ เกี่ยวกับการศึกษากิจกรรม CSR ในสถานประกอบการ ซึ่งตอนนี้ดำเนินมาถึงช่วงปลายระยะที่ 2 แล้ว โดยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ภารกิจในระยะที่ 1 นั้น จบลงตรงที่ได้รู้ถึงคุณลักษณะองค์ประกอบ และเครื่องมือในการพัฒนากิจกรรม CSR ก็มีกิจการธุรกิจ 7บริษัทเข้าร่วมโครงการวิจัยให้ข้อมูลการศึกษาครั้งนี้

ดร.พิพัฒน์ บอกว่าการวิจัยพยายามตอบคำถามที่ว่า CSR ของบริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย มีแนวทางที่ต่างกันหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือ บริษัทที่ทำจริงจะมีแนวทางไม่ต่างกัน และการมี CSR เชิงกลยุทธ์เป็นประเด็นที่องค์กรธุรกิจต้องตระหนัก เพื่อมิให้เป็นเพียงแผนกิจกรรมธรรมดา

น่าสนใจที่ผลการศึกษาระยะแรกได้ชี้ทิศทางของกิจกรรม CSR สำหรับปี 2550 ไว้ ดังนี้ องค์กรธุรกิจจะมีการระดมความคิด และตระเตรียมแผนงานล่วงหน้าอย่างมีจุดหมาย (Objective) มากขึ้น โดยนำวิสัยทัศน์ค่านิยม และพันธกิจขององค์กร มาเป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจดำเนินการ และจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของบุคคลภายในองค์กรมากขึ้น

กิจกรรม CSR จะถูกออกแบบ และพัฒนาให้มีรูปแบบที่เป็น Process-based เพิ่มมากขึ้น โดยยึดเป้าหมายความสำเร็จจากกระบวนการเป็นหลัก ทำให้การดำเนินกิจกรรมมีความยืดหยุ่น และมีความต่อเนื่องสามารถตอบสนองต่อประเด็น (Issue) หรือเหตุ (Cause) ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

การพัฒนา CSR ของแต่ละองค์กรจะมีกลยุทธ์มากขึ้น และสามารถผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ (CSR-in-process) ให้มีส่วนประสมของความรับผิดชอบทางสังคม หรือที่เรียกว่า Socially Responsible Business Practices ได้ดีขึ้น

องค์กรธุรกิจจะมีการใช้ CSR เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์องค์กร และการส่งเสริมการขายมากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ทำให้ CSR กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์แก่องค์กร

“CSR เทียม” จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากความต้องการผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น และจากกระแสการแข่งขันเพื่อสร้างการรับรู้ทางสังคมผ่านการประชาสัมพันธ์โดยใช้ CSR

กิจกรรม CSR แบบที่ไม่ใช้เงิน จะได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องมาจากภาวะทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่จะคำนึงถึงการดำเนินกิจกรรม CSR ในรูปแบบ “พอเพียง” ที่สามารถสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้เช่นเดียวกัน

โครงการแรกจบตรงที่เราได้โมเดล ได้เครื่องมือที่เราจะนำไปพัฒนา CSR ในกระบวนการธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เราเรียกว่าตรงนี้ว่าเป็นการทำ CSR อย่างมีกลยุทธ์

ระยะที่ 2 เราจะนำเอาเครื่องมือนี้ไปทดสอบกับของจริงทางธุรกิจ เราจะใช้เครื่องมือนี้ไปจับกับกิจกรรม CSR ของธุรกิจที่อยู่ในกระบวนการวิจัย เพื่อค้นหาตัวชี้วัด (KPI) เป้าหมาย (Target) และการริเริ่ม (Initiatives) ที่เป็นรูปธรรมของกิจกรรม CSR สิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์ CSR ได้ว่าเราจะวัดผลกิจกรรมที่จะทำได้อย่างไร จะบริหารจัดการกิจกรรม ของ CSR ได้อย่างไร

ทิศทางการศึกษาวิจัย CSR ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นกระบวนการทดสอบเครื่องมือชี้วัดที่เหมาะกับองค์กรธุรกิจในประเทศไทย มีองค์กรที่เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 13 แห่ง ในภาคอุตสาหกรรม อุปโภคบริโภค โทรคมนาคม โดยมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลาง และบริษัทต่างชาติ

เราใช้นักวิจัยซึ่งมี 10 คน เข้าไปในแต่ละสถานประกอบการ เพื่อสัมภาษณ์ ประชุมกลุ่มย่อย ตามระยะเวลาที่กำหนดในโครงการ เพื่อร่วมกันค้นหาและพัฒนาตัวชี้วัดในทุกบริษัทที่เข้าร่วม เพื่อให้เกิดเป็นตัวแบบในการพัฒนา

ตัวชี้วัดหรือ KPI ที่ได้จากกระบวนการวิจัย จะต้องคำนึงถึงการพิจารณาวิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมด้วย ซึ่ง ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่พบมากในการทำกิจกรรม CSR ขององค์กรไทย คือ การทำงานเพื่อสังคมที่เน้นเรื่องการบริจาค

ตัว KPI ของแต่ละองค์กรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ อีกทั้งในแต่ละกระบวนการทำงานของธุรกิจก็ต่างกัน การกำหนด KPI ที่จะออกมาในขั้นสุดท้ายของกระบวนการทำงาน จึงมีความแตกต่างกันในแต่ละองค์กร

ประโยชน์ของการวิจัยในโครงการนี้ จะทำให้องค์กรในประเทศ มีตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับกระบวนการทำงานด้าน CSR และเป็นตัวแบบที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรในประเทศไทย

หากเปรียบการทำ CSR ขององค์กรไทยขณะนี้ ก็เหมือนขบวนรถไฟ หัวขบวนจะเป็นองค์กรที่มีการทำงานที่มีกลยุทธ์อย่างชัดเจน ซึ่งยังมีไม่มาก กลางขบวนจะเป็นองค์กรที่ยังลองผิดลองถูก ส่วนท้ายขบวนเป็นองค์กรที่ยังไม่รู้

การทำงานด้าน CSR อย่างมีกลยุทธ์ องค์กรต้องมีการมุ่งปฏิบัติอย่างชัดเจนมากกว่าการแสดงแค่เจตนารมณ์ และ CSR ที่ดีต้องมีทั้ง in process คือ มีความรับผิดชอบต่อสังคมผู้เกี่ยวข้องฝังในกระบวนการทางธุรกิจ และ after process คือ การช่วยเหลือสังคม ผ่านทางกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในองค์กรของไทย

เป้าหมายการชี้วัดด้วย KPI มีด้วยกัน 3 หลัก คือ 1. บุคคลในองค์กรต้องมีเจตนารมณ์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม มีข้อผูกพัน (Engagement) ที่พัฒนาและสร้างขึ้นเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งการประเมินจะดูว่าองค์กรนั้นมีมากน้อยแค่ไหน 2. การทำงานตามหลัก CSR ทั้งในองค์กรและนอกองค์กรมีการวัดผลการดำเนินงาน (Performance) ว่าความสำเร็จเหล่านั้นมีมากน้อยเพียงไร 3. วัดผลกระทบ (Impact) ของการทำ CSR ทั้งในแง่บวก และแง่ลบต่อองค์กร

นี่คือการพัฒนา CSR ในกระบวนการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นแก่นสาระสำคัญ