Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน


1ขจัดความยากจนในทุกรูปแบบ ทุกที่
2ขจัดความหิวโหย บรรลุเป้าความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการที่ดีขึ้น และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน
3ทำให้แน่ใจถึงการมีสุขภาวะในการดำรงชีวิต และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ
4ทำให้แน่ใจถึงการได้รับการศึกษาที่ได้คุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน
5บรรลุถึงความเท่าเทียมทางเพศ และเสริมสร้างพลังให้แก่สตรีและเด็กหญิงทุกคน
6ทำให้แน่ใจว่าเรื่องน้ำและการสุขาภิบาลได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน และมีสภาพพร้อมใช้สำหรับทุกคน
7ทำให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานที่ทันสมัย ยั่งยืน เชื่อถือได้ ตามกำลังซื้อของตน
8ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึงให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ส่งเสริมศักยภาพการมีงานทำและการจ้างงานเต็มที่ และงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
9พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการปรับตัวให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและทั่วถึง และสนับสนุนนวัตกรรม
10ลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ
11ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน
12ทำให้แน่ใจถึงการมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
13ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
14อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน
15พิทักษ์ บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดยั้งและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของที่ดิน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
16ส่งเสริมให้สังคมมีความเป็นปกติสุข ไม่แบ่งแยก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการเข้าถึงความยุติธรรมโดยถ้วนหน้า และสร้างให้เกิดสถาบันอันเป็นที่พึ่งของส่วนรวม มีประสิทธิผล และเป็นที่ยอมรับในทุกระดับ
17เสริมสร้างความเข้มแข็งในวิธีการปฏิบัติให้เกิดผล และสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน




สาระสำคัญของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030



เอกสารวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 (The 2030 Agenda for Sustainable Development) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ สานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จภายใต้เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) และเน้นการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติที่เอื้อต่อกันและแบ่งแยกมิได้

สาระสำคัญของเอกสารฉบับนี้ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นอารัมภบท ปฏิญญา เป้าประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมาย กลไกการดำเนินงาน การติดตามและทบทวนผล

ในส่วนที่เป็นอารัมภบท (Preamble) เป็นการสื่อสารวาระการพัฒนา ค.ศ.2030 โดยกล่าวถึงการขจัดความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้หลักการ 5 Ps ได้แก่ ประชาชน (People) โลก (Planet) ความมั่งคั่ง (Prosperity) สันติภาพ (Peace) และความเป็นหุ้นส่วน (Partnership)

ในส่วนที่เป็นปฏิญญา (Declaration) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของวาระการพัฒนา ค.ศ.2030 และความมุ่งมั่นในการขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ในส่วนที่เป็นเป้าประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมาย (Sustainable Development Goals and Targets – SDGs & Targets) ประกอบด้วยเป้าประสงค์ (goals) 17 ข้อ และเป้าหมาย (targets) 169 ข้อ ครอบคลุมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทั้ง 3 มิติ

ในส่วนที่เป็นกลไกการดำเนินงาน (Means of Implementation – MoI) และหุ้นส่วนระดับโลก (Global Partnership) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยครอบคลุมการระดมทุนจากภาครัฐภายในประเทศ การระดมทุนจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance - ODA) การเสริมสร้างขีดความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน

ในส่วนที่เป็นการติดตามและทบทวนผล (Follow-up and Review) กล่าวถึงการติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ความท้าทาย และช่องว่างในการดำเนินงาน โดยมีการทบทวนความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงในทุกระดับ ทั้งในระดับชาติ โดยส่งเสริมให้ใช้เครื่องมือทางนโยบายที่มีอยู่ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการติดตามผลในระดับท้องถิ่น ในระดับภูมิภาค โดยให้ประเทศในภูมิภาคหารือร่วมกันและระบุถึงกลไกที่เหมาะสม โดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่แล้วในภูมิภาค และในระดับโลก โดยใช้เวทีการหารือทางการเมืองระดับสูง (High-Level Political Forum – HLPF) ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมในกรอบสมัชชาสหประชาชาติเป็นเวทีหลักซึ่งมีการประชุมประจำทุกปี และจะมีการประชุมติดตามและทบทวนผลระดับโลกในระดับผู้นำครั้งแรกในปี ค.ศ. 2019

นอกจากนี้ ในเอกสารวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ฉบับดังกล่าว ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถของระบบการจัดเก็บสถิติในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อส่งเสริมการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย




SDGs: กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

ข่าวและบทความ      กิจกรรม      เอกสาร


จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2568 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 185 แห่ง (25 พ.ย. 68)
เผยแพร่ข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2568 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 953 กิจการ (25 พ.ย. 68)
จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2567 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 167 แห่ง (28 พ.ย. 67)
เผยแพร่ข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2567 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 930 กิจการ (28 พ.ย. 67)
จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2566 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 154 แห่ง (21 ธ.ค. 66)
เผยแพร่ข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2566 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 904 กิจการ (21 ธ.ค. 66)
จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2565 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 135 แห่ง (21 ธ.ค. 65)
เผยแพร่รายงานสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2565 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 854 กิจการ (21 ธ.ค. 65)
จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2564 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 125 แห่ง (17 ธ.ค. 64)
เผยแพร่ข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2564 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 826 กิจการ (17 ธ.ค. 64)
จัดเวทีมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2563 ที่ร่วมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 115 แห่ง (22 ธ.ค. 63)
เผยแพร่รายงานสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2563 ต่อการวิเคราะห์ประเด็น SDG ในมุมมอง GCI (Guidance on Core Indicators) ตามแนวทาง ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 115 กิจการ (22 ธ.ค. 63)
จัดงานประกาศรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Award) ประจำปี 2562 ตอกย้ำการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ของกลุ่มองค์กรสมาชิก SDC 104 แห่งร่วมกัน (11 ธ.ค. 62)
เปิดตัวประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Community: SDC) ดันไทยขึ้นเป็นผู้นำการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (19 ก.ย. 62)
เผยแพร่รายงานสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี 2561 ต่อการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มอุตสาหกรรม จากการประมวลข้อมูลความยั่งยืนของ 100 กิจการ (6 ก.ย. 62)
ร่วมเวทีเสวนา "จากปรัชญาฯ ... สู่ความยั่งยืน" งาน "ก้าวพอดี (A Bright Leap Forward): การขับเคลื่อนการนำใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน" จัดโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (9 ก.ค. 62)
ร่วมประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1/2562 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (1 เม.ย. 62)
ร่วมประชุมคณะทำงานร่วมภาคประชาสังคมและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (OEWG for SDGs) ครั้งที่ 1/2562 จัดโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDG 17 (20 มี.ค. 62)
ร่วมประชุมคณะทำงานร่วมภาคประชาสังคมและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 4/2561 จัดโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDG 17 (17 ธ.ค. 61)
ร่วมประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2/2561 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (5 ต.ค. 61)
ร่วมเวทีเสวนาวิชาการประเด็นท้าทายของโลกกับความร่วมมือของท้องถิ่น: บูรณาการเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับนโยบายสาธารณะและปฏิบัติการทางสังคม จัดโดย สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (22 ก.ย. 61)
ร่วมประชุมคณะทำงานร่วมภาคประชาสังคมและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 3/2561 จัดโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDG 17 (12 ก.ย. 61) (รายละเอียด)
ร่วมประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1/2561 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (25 ก.ค. 61)
ร่วมประชุมคณะทำงานร่วมภาคประชาสังคมและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2/2561 จัดโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDG 17 (7 พ.ค. 61) (รายละเอียด)
ร่วมประชุมคณะทำงานร่วมภาคประชาสังคมและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1/2561 จัดโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDG 17 (31 ม.ค. 61) (รายละเอียด)
ร่วมเวทีสาธารณะ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย: สถานะและก้าวต่อไป” ในการเสวนาหัวข้อ "ทิศทางงานวิจัยเพื่อ SDGs: มุมมองจากภาคส่วนต่างๆ" จัดโดย โครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) (25 ก.ย. 60)
ร่วมเวทีระดมความคิดเห็นของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดโดย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) (18 เม.ย. 60) (ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอ)
จัดเวทีเสวนาเรื่อง SDG Business: Articulating 'Global Goals' to 'Local Impacts' เพื่อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานของภาคธุรกิจให้มีความเชื่อมโยงกับการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (2 มี.ค. 60) (ข้อมูลเพิ่มเติม)
ร่วมเวทีระดมความคิดเห็นต่อบทบาทภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จัดโดยสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันไทยพัฒน์ ร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง (25 พ.ย. 59)
ร่วมเวทีระดมความคิดเห็นต่อบทบาทภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กับ สภาพัฒน์ (20 ต.ค. 59) (ดาวน์โหลดเอกสารการประชุม)
ร่วมเวทีระดมความเห็นเรื่องการเข้าร่วมติดตามและทบทวนผลการอนุวัติวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ในระดับชาติ โดยสมัครใจ (Voluntary National Review - VNR) กับ สภาพัฒน์ (26 ก.ย. 59)
ร่วมเวทีการจัดลำดับความสำคัญเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (กลุ่ม Prosperity) กับ สภาพัฒน์ (5 ก.ย. 59)
ร่วมเวทีการจัดลำดับความสำคัญเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (กลุ่ม Planet) กับ สภาพัฒน์ (26 ส.ค. 59)
ร่วมเวทีการกำหนดเกณฑ์เพื่อจัดลำดับความสำคัญเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย (Thailand's SDGs Ranking) กับ สภาพัฒน์ (24 มิ.ย. 59)
จับมือเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่สังคม 2020 กับ ดีแทค (13 ม.ค. 59)
จับมือเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่สังคม 2020 กับ ธ.ออมสิน (5 ม.ค. 59)





SDGs: ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวและบทความ      กิจกรรม      เอกสาร


ไทยพัฒน์ มอบ 163 รางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ปี 2568
ไทยพัฒน์ มอบ 144 รางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ปี 2567
ไทยพัฒน์ มอบ 132 รางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ปี 2566
1 ใน 5 ของธุรกิจยั่งยืน มีการรายงานผลกระทบ SDG
ครึ่งทาง SDG : โลกทำได้ตามเป้า 12%
ไทยพัฒน์ มอบ 121 รางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ปี 2565
7 ตัววัดด้านธรรมาภิบาลที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG
7 ตัววัดด้านสังคมที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG
11 ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อมที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG
8 ตัววัดด้านเศรษฐกิจที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG
105 กิจการตัวอย่างข้อมูลความยั่งยืน
ความยั่งยืนของกิจการในรอบปี 2563
SDG Impact Company: บริษัทผลัดเปลี่ยนโลก
ไทยพัฒน์ แนะธุรกิจใช้ SDG-in-process ตอบโจทย์ความยั่งยืนโลก
84 องค์กรร่วมขับเคลื่อน SDGs เป้าที่ 12.6
ไทยพัฒน์ เปิดตัว “SDC” ดันไทยขึ้นผู้นำข้อมูลความยั่งยืน
102 องค์กร ร่วมขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน
กิจการในไทยเจ๋ง ติดท็อปเทนโลก ด้านรายงานข้อมูลความยั่งยืน - SDGs
รัฐบาล กับ SDGs
คุยอะไรกันในฟอรั่ม SDG ที่นิวยอร์ก
ดัชนี SDGs ประเทศไทย ปี 2018
ธุรกิจในแบบ SDG-Friendly
มองทิศทาง CSR 2018: รับ-รุก-ร่วม-รวม สู่ SDGs
ย้ำ 'SDGs' เทรนด์สหประชาชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย
SDGs ใน 3 มิติ
ไทยพัฒน์ กางแผนที่ธุรกิจ SDG ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน
รายงานเพื่อองค์กรยั่งยืน เริ่มเชื่อมโยงเป้าระดับโลก
ต่อยอดเป้าหมายโลก SDG ชูดัชนียั่งยืน – เกิดโอกาสธุรกิจ
เป้า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร
รายงานความยั่งยืนในมิติ SDGs
โค้งตัดใหม่การพัฒนาที่ยั่งยืน
สุดโค้งแรกการพัฒนาที่ยั่งยืน
ไทยพัฒน์ หนุนธุรกิจ ออกรายงานอิงเป้าหมายโลก
รายงานเพิ่มพูนความยั่งยืน
UN เปิดตัว SDG ในไทย
เปิดเวทีขับเคลื่อนสังคม 2020
ย้อนรอยการพัฒนาที่ยั่งยืน
เส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก
ไทยพัฒน์ตั้ง “กก.เครือข่ายยั่งยืน” รับลูก UN ชู “สังคม2020”
เปิดตัว “บอร์ดยั่งยืน”
บอร์ดยั่งยืน กับวาระ ‘สังคม 2020’
เป้าหมายโลกต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030
จับตาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ก้าวสู่ยุค SDGs




เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)




ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70 (The 70th session of the United Nations General Assembly) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ชาติสมาชิก 193 ประเทศ ได้ใช้เวทีการประชุมสุดยอดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Summit) รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 (The 2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งรวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) 17 ข้อ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2558 โดยที่วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเป็นทิศทางการพัฒนาทั้งของไทยและของโลกต่อจากนี้

สาระสำคัญของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030
17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
Thailand - Corporate SDG Performance
Thailand - Corporate SDG Performance by Industry


ลำดับความเป็นมาของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน


2015: การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน
2012: การประชุม Earth Summit 2012 หรือการประชุม Rio+20
2002: การประชุม Earth Summit 2002 หรือการประชุม Rio+10
2000: การประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษ
1992: การประชุม Earth Summit 1992 หรือการประชุม Rio
1987: รายงานของคณะกรรมาธิการบรันท์แลนด์ (Brundtland Report)

 


หนังสือ "SDG Business: Corporate Action on Sustainable Development ความหนา 72 หน้า เอกสารตั้งต้นสำหรับภาคเอกชนในการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) พร้อมแนวทางการดำเนินงานของภาคธุรกิจใน 5 ขั้นตอนที่สนับสนุนการตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่ระบุในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ








การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน


UN Photo/Cia Pak
UN Photo/Cia Pak

Sustainable Development Summit เป็นการประชุมสุดยอดที่จัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน ค.ศ. 2015 (พ.ศ.2558) ซึ่งจัดขึ้นในห้วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70 โดยมีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 193 ประเทศเข้าร่วม เพื่อสานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จภายใต้เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ และการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติที่เอื้อต่อกันและแบ่งแยกมิได้

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการรับรองเอกสาร วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ซึ่งรวมถึง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย เป้าหมายหลัก 17 ข้อ ได้แก่ (1) ความยากจน (2) ความหิวโหย (3) สุขภาวะ (4) การศึกษา (5) ความเท่าเทียมทางเพศ (6) น้ำและการสุขาภิบาล (7) พลังงาน (8) เศรษฐกิจและการจ้างงาน (9) โครงสร้างพื้นฐานและการปรับให้เป็นอุตสาหกรรม (10) ความเหลื่อมล้ำ (11) เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ (12) แบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (13) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ (14) ทรัพยากรทางทะเล (15) ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (16) สังคมและความยุติธรรม (17) หุ้นส่วนความร่วมมือและการปฏิบัติให้เกิดผล ที่นานาประเทศรวมทั้งไทยจะใช้อ้างอิงนับจากนี้ จวบจนปี ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573) ครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี




การประชุม Earth Summit 2012 (Rio+20)


UN Photo
UN Photo

มีชื่อทางการว่า การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Conference on Sustainable Development - UNCSD) จัดขึ้นที่ กรุงรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ในระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) เป็นการประชุมที่มีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 193 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ ได้มีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่มีชื่อว่า อนาคตที่เราต้องการ (ฉบับแปลไทย) ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการหารือเพื่อกำหนดวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 โดยมีความริเริ่มที่สำคัญ คือ การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งยกร่างโดยคณะทำงานของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีผู้แทนไทยอยู่ในคณะทำงานด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการจัดตั้งเวทีการหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกหลักในการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน แทนคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ได้ล้มเลิกไป ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้นำในกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของคณะกรรมาธิการชุดเดิม ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก




การประชุม Earth Summit 2002 (Rio+10)


UN Photo
UN Photo

มีชื่อทางการว่า การประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development - WSSD) จัดขึ้นที่ นครโจฮันเนสเบอร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 4 กันยายน ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) เป็นการประชุมที่มีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 191 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ ได้มีการรับรองเอกสารพันธกรณี 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาโจฮันเนสเบอร์กว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน และแผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก ซึ่งกำหนดมาตรการในการช่วยเร่งรัดการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 รวมถึงพันธกรณีของข้อตกลงและอนุสัญญาต่างๆ ที่เป็นผลจากการประชุม Earth Summit 1992 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังตามแผนปฏิบัติการ 21 และข้อตกลงอื่นๆ เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้ให้ความเห็นชอบแนวทางเกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วน (Partnerships Initiatives) ในการดำเนินโครงการระหว่างรัฐกับองค์กรต่างๆ และกับภาคประชาสังคมบนพื้นฐานของความสมัครใจ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแผนปฏิบัติการ 21 ด้วย




การประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษ


UN Photo/Terry Deglau
UN Photo/Terry Deglau

Millennium Summit เป็นการประชุมสุดยอดที่จัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543) โดยมีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 189 ประเทศเข้าร่วม เพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อการกำหนดทิศทางการดำเนินงานของสหประชาชาติในศตวรรษที่ 21 ให้สามารถเผชิญต่อความเปลี่ยนแปลงและสิ่งท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการรับรองและยืนยันถึงพันธกรณีร่วมกันที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สหประชาชาติในการดำเนินการเรื่องสำคัญของมนุษยชาติ ตามปฏิญญาแห่งสหัสวรรษ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals - MDGs) เป็นวาระการพัฒนาของโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี (สิ้นสุดปี ค.ศ.2015) อันประกอบด้วย เป้าหมายหลัก 8 ข้อ ได้แก่ (1) ขจัดความยากจนและความหิวโหย (2) ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา (3) ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและบทบาทสตรี (4) ลดอัตราการตายของเด็ก (5) พัฒนาสุขภาพของสตรีมีครรภ์ (6) ต่อสู้กับโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่น ๆ (7) รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (8) ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก




การประชุม Earth Summit 1992 (Rio)


UN Photo/ Tom Prendergast
UN Photo/ Tom Prendergast

มีชื่อทางการว่า การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development - UNCED) จัดขึ้นที่ กรุงรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ในระหว่างวันที่ 3-14 มิถุนายน ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) เป็นการประชุมที่มีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 172 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายในการกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาคมโลก โดยเอกสารสำคัญที่ได้มีการรับรองในที่ประชุมครั้งนี้ ได้แก่ ปฏิญญารีโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ซึ่งประกอบด้วย 27 หลักการที่เกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของประชาชาติในการดำเนินงานพัฒนาเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และแผนปฏิบัติการ 21 ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกสำหรับการดำเนินงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้เสนอให้ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 47 ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อทำหน้าที่ประสานและติดตามการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 โดยให้รายงานผลต่อสมัชชาสหประชาชาติ ผ่านคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติด้วย




รายงานของคณะกรรมาธิการบรันท์แลนด์


DGVN Photo/ Brundtland-Bericht
DGVN Photo/ Brundtland-Bericht

คณะกรรมาธิการบรันท์แลนด์ (Brundtland Report) หรือคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ได้จัดทำข้อเสนอแนะการพัฒนารูปแบบใหม่ที่มุ่งลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ในเอกสารรายงานชื่อว่า อนาคตของเรา ซึ่งเสนอต่อสหประชาชาติในปี ค.ศ.1987 (พ.ศ. 2530) อันเป็นที่มาของแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)” โดยในรายงานฉบับดังกล่าว ได้ให้นิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ว่า

“การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่สามารถสนองความต้องการที่จำเป็นของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการสนองความต้องการที่จำเป็นของคนในรุ่นต่อไป”

คณะกรรมาธิการบรันท์แลนด์ ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) จากข้อมติของสมัชชาสหประชาชาติที่มีต่อกระบวนการเตรียมตัวด้านสภาวะแวดล้อม นับจากปี ค.ศ.2000 เป็นต้นไป อันเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (United Nations Conference on the Human Environment - UNCHE) ที่จัดขึ้น ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ในระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน ค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) ซึ่งเป็นการประชุมที่มีผู้แทนระดับผู้นำประเทศ ประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 113 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมระดับโลกทางด้านสิ่งแวดล้อมครั้งแรก ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา โดยที่ประชุมร่วมกันเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาแบบมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว การใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและเกินขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ประชากรในประเทศยากจนยังคงมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพได้

ในการประชุมครั้งนี้ ได้ให้การรับรองเอกสารและข้อมติที่สำคัญ ได้แก่ การรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมมนุษย์ การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ จัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน และที่ประชุมยังได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกด้วย




เป้าหมายโลกต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน -1 ตุลาคม 2558

สาระสำคัญในวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 สหประชาชาติกำหนดให้ภายในปี ค.ศ. 2030 จะต้องขจัดความยากจนและความหิวโหยในทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ สร้างสังคมที่มีความสงบสุข ยุติธรรม และครอบคลุม ปกป้องสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ รวมทั้งเสริมพลังแก่สตรีและเด็กผู้หญิง และปกป้องโลกและทรัพยากรธรรมชาติ


เป้าหมายสำคัญในการดำเนินงาน 17 ประการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล (Global Goals for Sustainable Development) ประกอบด้วย

เป้าหมายที่ 1ขจัดความยากจนในทุกรูปแบบ ทุกที่
เป้าหมายที่ 2ขจัดความหิวโหย บรรลุเป้าความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการที่ดีขึ้น และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน
เป้าหมายที่ 3ทำให้แน่ใจถึงการมีสุขภาวะในการดำรงชีวิต และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ
เป้าหมายที่ 4ทำให้แน่ใจถึงการได้รับการศึกษาที่ได้คุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน
เป้าหมายที่ 5บรรลุถึงความเท่าเทียมทางเพศ และเสริมสร้างพลังให้แก่สตรีและเด็กหญิงทุกคน
เป้าหมายที่ 6ทำให้แน่ใจว่าเรื่องน้ำและการสุขาภิบาลได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน และมีสภาพพร้อมใช้สำหรับทุกคน
เป้าหมายที่ 7ทำให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานที่ทันสมัย ยั่งยืน เชื่อถือได้ ตามกำลังซื้อของตน
เป้าหมายที่ 8ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึงให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ส่งเสริมศักยภาพการมีงานทำและการจ้างงานเต็มที่ และงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
เป้าหมายที่ 9พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการปรับตัวให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและทั่วถึง และสนับสนุนนวัตกรรม
เป้าหมายที่ 10ลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ
เป้าหมายที่ 11ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน
เป้าหมายที่ 12ทำให้แน่ใจถึงการมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 13ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
เป้าหมายที่ 14อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่ 15พิทักษ์ บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดยั้งและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของที่ดิน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายที่ 16ส่งเสริมให้สังคมมีความเป็นปกติสุข ไม่แบ่งแยก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการเข้าถึงความยุติธรรมโดยถ้วนหน้า และสร้างให้เกิดสถาบันอันเป็นที่พึ่งของส่วนรวม มีประสิทธิผล และเป็นที่ยอมรับในทุกระดับ
เป้าหมายที่ 17เสริมสร้างความเข้มแข็งในวิธีการปฏิบัติให้เกิดผล และสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

กล่าวได้ว่า การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้แนวทางการพัฒนาประเทศ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” มีนัยที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนเป็นเป้าหมายหลัก โดยน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม ต้องลดความเหลื่อมล้ำทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่งเสริมบทบาทของสตรีในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ สร้างและพัฒนาคนให้เรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งภายในและนอกประเทศ ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

ประเทศไทย มีศักยภาพและความพร้อมที่จะดำเนินการตามเป้าหมาย “วาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015” ซึ่งจะเป็นทิศทางการพัฒนาทั้งของไทยและของโลกต่อจากนี้


[Original Link]



เด็กเป็นเรื่องของทุกธุรกิจ

สุธิชา เจริญงาม

การขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่ทาง สถาบันไทยพัฒน์ พยายามผลักดันเป็นเวลากว่าทศวรรษ นับจากที่สถาบันเริ่มจับงานทางด้านนี้อย่างจริงจัง คือ การให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการธุรกิจ (CSR-in-Process) ที่เมื่อธุรกิจเข้าใจและสามารถผนวกเรื่องดังกล่าวเข้าในกระบวนการดำเนินธุรกิจได้ ก็จะพบว่าสามารถก่อให้เกิดความยั่งยืนได้มากกว่าการช่วยเหลือรับผิดชอบผ่านทางกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นรายครั้งหรือเป็นรายโครงการที่แยกต่างหากจากกระบวนการธุรกิจปกติ(CSR-after-Process)ที่วันใดวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องมีเวลาสิ้นสุด หรือยุติโครงการ

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องหรือประเด็นที่ธุรกิจหยิบยกมาดำเนินการ ดังตัวอย่างเรื่อง "สิทธิมนุษยชนของเด็ก" หรือ "สิทธิเด็ก" นอกจากความพยายามในการผลักดันให้ธุรกิจเข้าใจและสามารถผนวกเรื่องสิทธิเด็ก เข้าไว้กับการดำเนินธุรกิจในแบบ CSR-in-Process ที่มิใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือในเชิงสงเคราะห์แก่เด็กหรือเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย ในแบบ CSR-after-Process เท่านั้นแล้ว ยังมีความท้าทายเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ มุมมองของธุรกิจที่คิดว่ากิจการของตนไม่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่าในสถานประกอบการมิได้ใช้หรือมีแรงงานเด็กไว้ทำงาน


การมีหรือไม่มีแรงงานเด็กไว้ทำงานมิได้เป็นเงื่อนไขเดียวที่แสดงว่ากิจการไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเด็ก เพราะเรื่องสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ(Children"s Rights and Business Principles-CRBP) ตามหลักสากล ครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่จำกัดเพียงในสถานประกอบการ (Workplace) แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางธุรกิจ หรือบทบาทในตลาด (Marketplace) ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจ และการใช้สื่อโฆษณาและการตลาดในทางที่เคารพและส่งเสริมสิทธิเด็ก ตลอดจนกิจกรรมทางธุรกิจ หรือบทบาทในชุมชน และที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม (Community and Environment) อีกด้วย

ในประเด็นผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจ สิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ มิได้หมายความถึงเฉพาะสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเด็ก หรือจำกัดอยู่ในวงของธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงสินค้าและบริการทั่วไป ตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนวางจำหน่าย ที่ต้องนำเด็กเข้าร่วมหรือเข้ามาเกี่ยวข้อง (เช่น การออกแบบรถยนต์ที่คำนึงถึงการส่งเสริมความปลอดภัยของเด็ก เพราะเด็กมักจะนั่งโดยสารในแถวหลัง จึงต้องคำนึงถึงการจัดวางอุปกรณ์นิรภัยให้เหมาะสมสำหรับเด็ก) ขั้นตอนการขายและการตลาด โดยมีเด็กเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ตราสินค้า ขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก หรืออาจถูกเด็กนำไปใช้ผิดวิธีจนเกิดอันตราย ขั้นตอนการประเมินและติดตามผลการใช้สินค้าและบริการของผู้บริโภคเพื่อให้ทราบว่ามีเด็กได้รับอันตรายจากสินค้าและบริการเหล่านั้นหรือไม่หรือถูกนำไปใช้กระทำละเมิดแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือทำร้ายเด็กหรือไม่ รวมถึงขั้นตอนการจัดทำช่องทางแจ้งเหตุอันตรายหรือความเสี่ยงต่อเด็ก ตลอดจนกลไกการรับเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องจากสินค้าและบริการอันส่งผลกระทบต่อเด็ก เป็นต้น

การตลาดและโฆษณาที่มุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กนั้น ได้สร้างความวิตกในหลายด้าน เนื่องเพราะเด็กยังขาดกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ จึงมักเชื่อว่าข้อความโฆษณาเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ส่งผลให้เด็กมองโลกผิดเพี้ยนไป โดยอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งอาจชักนำให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย

การโฆษณาที่ไม่เหมาะสม สามารถส่งอิทธิพลเชิงลบต่อพฤติกรรมและความเคารพตนเองของเด็ก การสื่อสารการตลาดกับเด็กโดยไม่คำนึงถึงการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ สามารถเปลี่ยนทัศนคติเด็กไปในทางที่ไม่เหมาะสม บั่นทอนพัฒนาการทางจิตใจและสังคมของเด็ก เช่น การยอมรับว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ความสนใจเรื่องเพศก่อนวัยอันควร ความหมกมุ่นกับความงามทางร่างกายจนเกินพอดี การถูกครอบงำด้วยวิถีบริโภคนิยมที่บ่มเพาะนิสัยใช้จ่ายเกินตัวตั้งแต่เยาว์วัย ฯลฯ

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เด็กสามารถเข้าถึงสื่อสมัยใหม่ได้โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล สื่อเหล่านี้ยังติดตามตรวจสอบได้ยากกว่าสื่อวิทยุหรือโทรทัศน์มาก การทำตลาดกับเด็กได้ขยายไปสู่ช่องทางสื่อสารในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ยิ่งกำกับดูแลได้ยาก เช่น การส่งเสริมการขายโดยใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ขายสินค้า การใช้วัสดุทางการศึกษาเพื่อสร้างความนิยมต่อตราสินค้า การใช้กิจกรรมทางการตลาดผ่านชมรมเด็ก การจัดงานฉลองหรืองานบันเทิง การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เกมวิดีโอ การส่งข้อความทางสื่อดิจิทัล ที่ทำให้เด็กตกอยู่ในสภาพแวดล้อมของการโฆษณาและการตลาดวันละหลายชั่วโมง สร้างแรงกดดันให้เด็กต้องเลียนแบบเพื่อน และใช้มิตรภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้าในที่สุด

กิจกรรมทางธุรกิจหรือบทบาทในตลาด (Marketplace) ได้ชี้ให้เห็นถึงความมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ โดยไม่จำกัดประเภทและขนาดของกิจการ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างถูกต้อง จะเปิดทางให้กิจการได้ตระหนักว่า "เด็กเป็นเรื่องของทุกธุรกิจ" และทุกกิจการสามารถมีส่วนในการดูแลเด็ก ผ่านทางความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการธุรกิจของตนในแบบ CSR-in-Process โดยก่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนได้จริง


[Original Link]



วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030


สัปดาห์หน้า คณะผู้แทนไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ จะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในภารกิจที่สำคัญสำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การรับรองร่างเอกสารผลการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำ เพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ที่ชื่อว่า “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development

ร่างเอกสารวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ สานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จภายใต้เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) และเน้นการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติที่เอื้อต่อกันและแบ่งแยกมิได้


สาระสำคัญของร่างเอกสารฉบับนี้ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นอารัมภบท ปฏิญญา เป้าประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมาย กลไกการดำเนินงาน การติดตามและทบทวนผล

ในส่วนที่เป็นอารัมภบท (Preamble) เป็นการสื่อสารวาระการพัฒนา 2030 โดยกล่าวถึงการขจัดความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้หลักการ 5 Ps ได้แก่ ประชาชน (People) โลก (Planet) ความมั่งคั่ง (Prosperity) สันติภาพ (Peace) และความเป็นหุ้นส่วน (Partnership)

ในส่วนที่เป็นปฏิญญา (Declaration) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของวาระการพัฒนา 2030 และความมุ่งมั่นในการขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ในส่วนที่เป็นเป้าประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมาย (Sustainable Development Goals and Targets – SDGs & Targets) ประกอบด้วยเป้าประสงค์ (goals) 17 ข้อ และเป้าหมาย (targets) 169 ข้อ ครอบคลุมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทั้ง 3 มิติ

ในส่วนที่เป็นกลไกการดำเนินงาน (Means of Implementation – MoI) และหุ้นส่วนระดับโลก (Global Partnership) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยครอบคลุมการระดมทุนจากภาครัฐภายในประเทศ การระดมทุนจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance – ODA) การเสริมสร้างขีดความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน

ในส่วนที่เป็นการติดตามและทบทวนผล (Follow-up and Review) กล่าวถึงการติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ความท้าทาย และช่องว่างในการดำเนินงาน โดยมีการทบทวนความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงในทุกระดับ ทั้งในระดับชาติ โดยส่งเสริมให้ใช้เครื่องมือทางนโยบายที่มีอยู่ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการติดตามผลในระดับท้องถิ่น ในระดับภูมิภาค โดยให้ประเทศในภูมิภาคหารือร่วมกันและระบุถึงกลไกที่เหมาะสม โดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่แล้วในภูมิภาค และในระดับโลก โดยใช้เวทีการหารือทางการเมืองระดับสูง (High-Level Political Forum – HLPF) ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมในกรอบสมัชชาสหประชาชาติเป็นเวทีหลักซึ่งมีการประชุมประจำทุกปี และจะมีการประชุมติดตามและทบทวนผลระดับโลกในระดับผู้นำครั้งแรกในปี ค.ศ. 2019

นอกจากนี้ ร่างเอกสารวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ฉบับดังกล่าว ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถของระบบการจัดเก็บสถิติในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อส่งเสริมการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

และภายหลังจากที่ได้มีการรับรองเอกสารผลการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำ เพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ฉบับดังกล่าวแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นกลไกหลักในระดับประเทศ ในการขับเคลื่อนให้หน่วยงานไทยนำวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ไปปฏิบัติ รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงาน ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ให้กับภาคส่วนต่างๆ

อนึ่ง คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนชุดนี้ จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2556 โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการเสนอแนะนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นับจากนี้ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ


[Original Link]



ตัวชี้วัด CSR 4 ระดับ


บทความตอนนี้ จะขอเขียนเรื่องขององค์กรธุรกิจที่ทำ CSR (Corporate Social Responsibility) แล้วผู้บริหารที่รับผิดชอบเกิดสนใจใคร่รู้ว่า จะมีวิธีนำเสนอและกำหนดตัวบ่งชี้ความสำเร็จของการดำเนินงานลักษณะใดได้บ้าง ที่สามารถสื่อความให้กับทีมงานได้เข้าใจตรงกันและในแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก เพื่อจะได้ตั้งธงการทำงานของทีมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดอาการสะเปะสะปะ หรือไปในทำนองขี่ช้างจับตั๊กแตนจนเกินไป

ในทางปฏิบัติ แต่ละองค์กรที่ทำ CSR จะมีดีกรีของความทุ่มเท ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น กำลังคน งบประมาณ หรือเวลาในระดับที่แตกต่างกัน ทำให้เราๆ ท่านๆ พอจะสามารถคาดเดาคำตอบได้เหมือนกันว่า ผลสัมฤทธิ์ปลายทางของการทำ CSR ในแต่ละองค์กร ก็จะมีดีกรีของความสำเร็จที่ไม่เท่ากันตามไปด้วย

ตัวบ่งชี้การดำเนินงาน ที่ผมจะขออนุญาตนำมาเรียบเรียงในบทความนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ โดยจะขยายความพร้อมยกตัวอย่างประกอบในแต่ละระดับ ดังนี้

ระดับแรก คือ “ได้ภาพ” เป็นการนำเสนอข้อมูลปัจจัยนำเข้าที่ได้รับการจัดสรร หรือสื่อสารถึงแผนงานที่จะดำเนินการ หรือจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ หรือแสดงแบบจำลองให้เห็นถึงผลที่คาดว่าจะได้รับ ตัวอย่างที่มีให้เห็น ประมาณว่า

“…เอ่อ เพื่อนสื่อมวลชนทุกท่าน ในปีนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ที่จะร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในโครงการปลูกป่า 1 ล้านต้น ด้วยการสนับสนุนงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจกได้ถึง 10,000 ตันต่อปี…”

การวัดผลของการทำ CSR ในระดับนี้ เทียบเคียงได้กับการวัดมูลค่าทางการประชาสัมพันธ์ (PR Value) โดยในความเป็นจริง เราไม่ทราบเลยว่า ผลสัมฤทธิ์ปลายทางของการทำ CSR ในกรณีนี้ ตกลงแล้วได้ปลูกป่าไปจริง 1 ล้านต้นหรือไม่ มีอัตราการอยู่รอดจริงเป็นเท่าใด และสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามตัวเลขที่เคลมหรือไม่ แต่องค์กรได้มูลค่าสำเร็จไปแล้ว คือ ได้ภาพ (Image)

ระดับที่สอง คือ “ได้ทำ” เป็นการลงมือดำเนินการโดยใช้ปัจจัยนำเข้าที่ได้รับการจัดสรร หาพันธมิตรร่วมดำเนินงาน หรือว่าจ้างหน่วยงานภายนอกดำเนินการให้ ตามแต่วิธีที่องค์กรจะใช้แปลงแผนงานสู่การปฏิบัติ ตัวอย่างที่เห็นโดยทั่วไป คือ

“…วันนี้ ทางบริษัทมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เข้ามาให้การอบรมแก่สมาชิกในชุมชนของท่าน เราเชื่อมั่นว่า ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมวิทยากร จะช่วยให้สมาชิกในชุมชน สามารถสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น มีรายได้ที่ดีขึ้น และหวังว่าจะมีครัวเรือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มาร่วมรับการอบรมกับเรา...”

การวัดผลของการทำ CSR ในระดับนี้ เทียบเคียงได้กับการวัดปัจจัยส่งออกที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินงาน โดยในความเป็นจริง แม้โครงการจะสามารถให้การอบรมแก่ครัวเรือนได้เกินร้อยละ 50 ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ปลายทางของการทำ CSR ในกรณีนี้ สมาชิกในชุมชน จะสามารถสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น หรือมีรายได้ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ แต่องค์กรได้ผลผลิตไปแล้ว คือ ได้ทำ (Output)

ระดับที่สาม คือ “ได้รับ” เป็นการดำเนินกระบวนการที่คำนึงถึงการตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน ด้วยการให้ความสำคัญกับรูปแบบการดำเนินงานที่สามารถส่งมอบผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับผลที่คาดว่าจะได้รับ ตัวอย่างที่เกิดขึ้น คือ

“…ไตรมาสนี้ ทางบริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ยอดสั่งซื้อผลิตภันฑ์จากชุมชนของท่าน รวมกันเป็นเงินทั้งสิ้น 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว จากการที่ชุมชนสามารถเพิ่มผลผลิต และทำให้ครัวเรือนที่ผ่านการอบรม สามารถแปรรูปผลผลิต มีรายได้เสริมจากผลิตภัณฑ์แปรรูปที่จำหน่ายได้เพิ่มขึ้น…”

การวัดผลของการทำ CSR ในระดับนี้ เป็นการวัดผลการดำเนินงานเทียบเคียงกับวัตถุประสงค์หรือผลที่คาดว่าจะได้รับของโครงการ (จากตัวอย่าง คือ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจริง และรายได้เพิ่มขึ้นจริง) โดยในความเป็นจริง องค์กรควรต้องตั้งคำถามว่า “เขาได้รับอะไรจากเรา” มากกว่าที่จะวัดว่า “เราได้ให้อะไรกับเขา” เนื่องจากในระหว่างทาง จะมีทั้งสิ่งรบกวน (noise) และการรั่วไหล (leak) ต่างๆ เกิดขึ้น นอกเหนือจากคุณภาพของผู้ให้และผู้รับ อย่างไรก็ดี หากก้าวขึ้นมาสู่การวัดผลในระดับนี้ได้ องค์กรจะได้ผลลัพธ์จากการดำเนินงาน โดยสามารถส่งมอบผลที่คาดว่าจะได้รับให้กับผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการดำเนินงาน ที่ถือว่า ได้รับ (Outcome)

ระดับที่สี่ คือ “ได้ผล” เป็นการขับเคลื่อนโดยบูรณาการปัจจัยแวดล้อมกับบริบทของการดำเนินงานที่คำนึงถึงการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อขยายผลกระทบให้เกิดขึ้นทั้งในระหว่างและหลังการดำเนินงาน หรือแม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม ตัวอย่างที่เกิดขึ้น คือ

“…หลังจากการดำเนินโครงการผ่านพ้นไป 3 ปี ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นกว่าเท่าตัว ครัวเรือนมีรายได้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 คุณภาพชีวิตโดยรวมของคนในชุมชนดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงกว่าร้อยละ 70 อันเกี่ยวเนื่องกับสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น จากการลดใช้สารเคมี และการสุขาภิบาลที่สะอาดปลอดภัยจากเดิม…”

การวัดผลของการทำ CSR ในระดับนี้ เป็นการวัดผลกระทบของการดำเนินงานที่อาจอยู่นอกขอบเขตของโครงการหรือการดำเนินงานขององค์กร และมิได้เกิดขึ้นจากตัวแปรหรือปัจจัยในโครงการเพียงลำพัง แต่ยังมาจากตัวแปรหรือปัจจัยแวดล้อมอื่นทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ทำให้การวัดผล CSR ในระดับนี้ องค์กรไม่สามารถเคลมได้เต็มปาก แม้ผลสัมฤทธิ์ปลายทางจะเกิดขึ้นจริง ในทำนองเดียวกัน องค์กรก็อาจจะโบ้ยได้ หากผลสัมฤทธิ์ปลายทางไม่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อย องค์กรก็แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทที่จะสร้างให้เกิดผลกระทบจากการดำเนินงานให้กับกลุ่มเป้าหมายไม่มากก็น้อย ถือว่า ได้ผล (Impact)

หวังว่า บทความนี้ คงจะช่วยจุดประกายให้องค์กรใช้พิจารณาตัวชี้วัด CSR ในโครงการต่างๆ ของท่าน ตั้งแต่ “ได้ภาพ” (Image) จนมาสู่ “ได้ผล” (Impact) กัน ตามแต่ศรัทธานะครับ


[Original Link]



รายละเอียดโครงการประกาศรางวัลฯ ปี 2558

รายละเอียดโครงการ    ผลการประกาศรางวัล    


หลักการและเหตุผล
จากความต้องการของผู้ลงทุนที่มีต่อข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผลประกอบการในอดีต ผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญของข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คำว่า ESG ซึ่งย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance จึงเกิดขึ้นในแวดวงตลาดทุน เพื่ออธิบายถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน

Financial Times ได้บัญญัติความหมายของ ESG ว่าเป็นคำที่ใช้ในตลาดทุนโดยผู้ลงทุนเพื่อใช้ประเมินการดำเนินงานของบริษัท และทำให้ล่วงรู้ถึงผลประกอบการในอนาคตของบริษัท ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการประกอบการดังกล่าวนี้ มาจากบทบาทของบริษัทที่มีต่อเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) หรือที่มักอ้างอิงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

การเปิดเผยข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินในรูปของรายงาน ซึ่งบริษัททั่วโลกดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ รายงานความยั่งยืน หรือ Sustainability Report ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์การดำเนินงาน การกำกับดูแล แนวการบริหารจัดการ และผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่สะท้อนทั้งในทางบวกและทางลบ โดยมุ่งเป้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดย CSR Club ได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้ภาคเอกชน เผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ลงทุนในแวดวงตลาดทุนในรูปของรายงานความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น จึงได้ร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์ จัดโครงการประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

โครงการประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืนนี้ จะมีส่วนช่วยในการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของตลาดทุนไทยให้เทียบเท่ากับตลาดทุนชั้นนำ อันจะนำไปสู่การยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในภูมิภาคและในระดับสากลต่อไป

วัตถุประสงค์
เพื่อประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืนให้แก่บริษัทสมาชิกของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และภาคเอกชนทั่วไป
เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนไทยและภาคเอกชน เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ลงทุนและตลาดทุนไทย
เพื่อเป็นการยกระดับบริษัทจดทะเบียนไทยและภาคเอกชน ให้สามารถพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ประเภทรางวัล
รางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับยอดเยี่ยม (ประจำปี)
รางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับดีเยี่ยม
รางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับดีเด่น (ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน)
SR Recognition (ประกาศเกียรติคุณบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่องการเขียนรายงานความยั่งยืน)

การคัดเลือก
บริษัทที่สนใจ ยื่นความจำนงขอรับการพิจารณารางวัล แก่สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมกับรายงานความยั่งยืน ปี พ.ศ. 2557 หรือรายงานในชื่ออื่น (CSR Report, Integrated Report, Annual Report etc.) ซึ่งเปิดเผยข้อมูล ESG หรือผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ครบทั้งสามด้าน จำนวน 7 ฉบับ มายังสมาคมฯ
คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัล จะคัดเลือกบริษัทที่จะให้รางวัล โดยการพิจารณาจากข้อมูลที่เผยแพร่ในรายงานความยั่งยืน และข้อมูลที่รายงานความยั่งยืนมีการอ้างอิงไปยังแหล่งข้อมูลภายนอก โดยไม่ใช้แบบสำรวจข้อมูลหรือแบบสอบถามใดๆ เพิ่มเติม
บริษัทที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกบริษัท มีสิทธิ์ที่จะได้รับรางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับดีเด่น โดยไม่จำกัดจำนวนรางวัล ส่วนรางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับดีเยี่ยม 1 รางวัล และระดับยอดเยี่ยม (ประจำปี) 1 รางวัล และประกาศเกียรติคุณบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่องการเขียนรายงานความยั่งยืน ทั้งนี้ ผลการตัดสินของคณะกรรมการ ถือเป็นที่สิ้นสุด

เกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัล
การพิจารณาตัดสินรางวัลรายงานความยั่งยืน จะใช้เกณฑ์ 3 ด้านที่มีน้ำหนักคะแนนต่างกัน และในแต่ละด้าน จะประกอบด้วยหัวข้อซึ่งมีน้ำหนักการให้คะแนนเท่ากัน ดังนี้


ระยะเวลายื่นความจำนง
1 - 30 กันยายน 2558
(ประกาศผลรางวัลภายในเดือนพฤศจิกายน 2558)

ผู้ดำเนินโครงการ
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
• สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดย CSR Club
• สถาบันไทยพัฒน์




โครงการประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืน ปี 2558

รายละเอียดโครงการ    ผลการประกาศรางวัล    


ดาวน์โหลด รายงานของคณะกรรมการ (Judge Report) พิจารณาตัดสินรางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2558 เพื่อส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG เพิ่มเติมจากข้อมูลทางการเงิน มีบริษัทที่ได้รับรางวัลรายงานความยั่งยืน ระดับยอดเยี่ยม 1 บริษัท ระดับดีเยี่ยม 3 บริษัท ระดับดีเด่น 19 บริษัท และ Recognition 9 บริษัท จากบริษัทที่ส่งรายงานความยั่งยืนเข้าร่วมโครงการ 106 บริษัท

 


เพื่อเป็นการสนับสนุนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืน ให้สามารถยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ หรือ ESG อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ลงทุนในแวดวงตลาดทุน และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ของกิจการ รวมทั้งการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะที่เป็นหน่วยวิชาการ และในนามขององค์กรร่วมจัดทั้งสามแห่ง ได้จัดทำข้อมูลการวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหาของรายงานความยั่งยืนของผู้เข้าร่วมโครงการในภาพรวม และข้อมูลการวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหาของรายงานความยั่งยืนเฉพาะบริษัท ให้แก่บริษัทเข้าร่วมโครงการที่มีความประสงค์จะขอรับข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนาการจัดทำรายงานความยั่งยืนของกิจการ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

ข้อมูลการวิเคราะห์ ประกอบด้วย
ภาพรวมและระดับของการจัดทำรายงานความยั่งยืนของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ในด้านความสมบูรณ์ของรายงาน ด้านความเชื่อถือได้ของรายงาน ด้านการสื่อสารและนำเสนอรายงาน
จุดเด่น จุดด้อยในการจัดทำรายงานความยั่งยืนของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการโดยรวม
ระดับของการจัดทำรายงานความยั่งยืนเฉพาะบริษัท เทียบกับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการโดยรวม
หัวข้อที่บริษัทเปิดเผยได้ดีและหัวข้อที่บริษัทสามารถพัฒนาได้เพิ่มเติม พร้อมข้อเสนอแนะ

บริษัทที่ต้องการขอรับข้อมูลการวิเคราะห์ฯ สามารถแจ้งความจำนงมายังสถาบันไทยพัฒน์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2559

 


ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
ส่องรายงานความยั่งยืน
32 รางวัลรายงานความยั่งยืน
CSR Club สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สำนักงาน ก.ล.ต. และสถาบันไทยพัฒน์ มอบรางวัลรายงานความยั่งยืน ปี 2558
TLCA's CSR Club, the SEC and Thaipat Institute announce the Corporate Sustainability Reporting Awards 2015